[FIC] 'THE' secretary. 04

posted on 04 May 2012 23:03 by zensedayz in THE-secretary directory Fiction

Title :  ‘THE’  SECRETARY

Author : zensedayz

Category : AU / ROMANTIC / COMEDY 

Rate : PG -13   / R 

Pariring : Yunho x Jaejoong

AN : อาจมีภาษาไม่สุภาพและคำหยาบปรากฏในฟิคเรื่องนี้นะคะ

 

 

04


 

                คิมแจจุงเผยรอยยิ้มมาดร้ายขณะนั่งจิบกาแฟรสชาติกำลังพอดี นึกไปถึงใบหน้ายับยู่ของเลขาหนุ่มที่สองสามวันมานี้ต้องทำงานตัวเป็นเกลียว วิ่งวุ่นทั้งรับโทรศัพท์ ติดต่อเอาเอกสารและยังทำหน้าที่เป็นเลขาคอยจดย่อการประชุมต่างๆให้เจ้านายที่ตอนนี้…กำลังนั่งจิบกาแฟ…

 

“จองยุนโฮ กาแฟฉันมันหมดรสชาติแล้ว นายทำอะไรอยู่ ขอถ้วยใหม่ด้วย”

 

เมื่อรู้สึกว่ากาแฟที่จิบไปมันไม่ได้มีความร้อนก็กดอินเตอร์คอมเรียกเลขาให้ชงแก้วใหม่มาให้อย่างนึกสนุก ขณะที่รออยู่ก็นั่งหมุนเก้าอี้เล่นอย่างเพลิดเพลิน พอได้ยินเสียงเคาะประตูจึงรีบจัดแจงท่าทางให้กลับมาเป็นเจ้านายผู้เคร่งขรึมมต่อการทำงาน

 

ถ้าปาร์คยูชอนสวมบทบาทนี้คงทำได้ไม่เนียนเท่าคิมแจจุงหรอก…เชื่อป่ะ?

 

“ขออนุญาติครับ…” เพราะรู้อยู่แล้วว่าใครเป็นคนเข้ามา แจจุงจรดปลายปากกาทำท่าว่าจะตวัดเขียนให้เป็นลายเซ็นต์เพื่อรองรับการอนุมัติแต่ทว่าเมื่อถูกขัดจังหวะจึงเงยหน้ามองคน เข้ามาใหม่ มือหนึ่งถือถ้วยกาแฟพร้อมจานรอง ส่วนใต้รักแร้มีแฟ้มงานสองสามแฟ้มหนีบติดมาด้วย

 

แจจุงที่นั่งมองอยู่ถึงกับกลั้นยิ้มท่าทางของอีกฝ่ายที่ใช้ขาแทนไหล่ในการปิดประตู มองใบหน้ามุ่ยตุ่ยที่รู้ทั้งอยู่ว่าสาเหตุมาจากอะไรถ้าไม่ใช่เขาคนนี้ที่เอาแต่สั่ง สั่ง สั่ง แล้วก็สั่ง

 

“นี่ครับ งบประมาณที่คุณแจจุงต้องการย้อนดูจำนวนห้าปี แล้วนี้ก็แผนงานการตลาดที่ต้องการ” เอ่ยรายงานขณะวางแฟ้มให้ตรงหน้าแจจุง ร่างบางเพียงพยักหน้านิ่งๆให้กับอีกฝ่ายที่เห็นได้ชัดว่าใบหน้าอิดโรยไม่น้อย ยุนโฮเหลือบมองแก้วกาแฟที่ไม่ได้ลดน้อยพร่องหายด้วยแววตานิ่งๆ ตลอดสามวันมานี้ที่เขาปฏิบัติตัวเป็นเลขาที่ถูกใช้งานเยี่ยงทาส ทำทุกอย่างให้เจ้านายพึ่งพอใจตั้งแต่เรื่องอาหารการกิน รวมไปถึงการงานต่างๆ แจจุงแทบไม่ต้องย่างกรายออกจากห้องเพียงแค่สั่งรายงานทุกๆสิบนาทีประตูห้องก็จะเปิด-ปิดด้วยฝีมือร่างสูงพร้อมกับแฟ้มงานที่คอยเข้าไปส่งให้ตรวจและนำกลับออกมาส่ง ยังไม่รวมถึงบางรายงานที่ต้องตีกลับเพราะเจ้านายบอกไม่อยากอ่านเองให้คุณเลขาไปสรุปย่อแล้วค่อยมายืนอ่านให้ฟัง

 

“ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวนะครับ…” แจจุงพยักหน้าแบบรับรู้ก่อนจะเปิดแฟ้งบปรมาณย้อนหลัง 5 ปีขึ้นอ่าน เห็นตัวเลขหลายหลักจำนวนหลายบรรทัดก็ทำให้เกิดรอยยิ้มกรุ้มกริ่มตรงมุมปาก

 

“ลายตาขนาดนี้ฉันจะอ่านได้ยังไง? ไปไฮไลท์ให้มันอ่านง่ายๆหน่อย” พูดจบก็โยนแฟ้มงานลงบนโต๊ะ แต่สงสัยจะโยนแรงไปนิดเพราะแฟ้มดันไถลลื่นบนโต๊ะกระจกใสที่กรุอย่างหนาจนกระทั่งหมิ่นเหม่อยู่ขอบโต๊ะและตกลงสู่พื้นล่างในที่สุด ยุนโฮมองตามแฟ้มที่เขาเพิ่งวางไปหยกๆจนกระทั่งมันตกด้วยสายตาเรียบนิ่ง แววตาคู่คมภายใต้แว่นตาทรงกลมที่เจ้านายมักจิกกัดทุกครั้งที่มีโอกาสว่าเห่ยนั้นอธิบายได้ยากยิ่ง แจจุงมองหน้าอีกฝ่ายพลางโน้มตัววางมือแล้วกุมไว้หลวมๆ

 

“ไม่พอใจอะไรมิทราบ?” ตาจ้องตาก่อนที่คุณเลขาจะเป็นฝ่ายเสหลบแล้วพูดกลับไป “ไม่มีครับ…” เดินมาหยิบแฟ้มที่กางออกระหว่างตกโดยไร้ซึ่งคำพูดคำจา แจจุงจ้องมองแผ่นหลังที่เดินจากห้องก่อนจะถูกกั้นด้วยประตูอีกชั้นพลางลอบถอนหายใจ

 

กัดปากพลางครุ่นคิดบางอย่างกับตัวเองเพียงลำพัง

 

.

.

                เพราะสองสามวันที่ผ่านมาใช้งานเลขาอย่างหนักหน่วงแจจุงเองก็เลยเผลอทำงานล่วงเวลากับเขาเหมือนกัน ถึงแม้ว่างานจะเลิก 5 โมงแต่เพราะเลขาที่ยังควบตำแหน่งคนขับรถยังไม่เคาะประตูเรียกแจจุงก็เลยต้องนั่งเคลียร์งานเงียบๆคนเดียวอยู่ในห้อง จนกระทั่งรู้สึกมึนหัวและสมองอ่อนล้าจนไม่อยากตรวจงานต่อ เผลอลอบมองนาฬิกาอยู่สามครั้งในช่วงห้านาทีก็คิดว่านี้มันชักจะนานไปเสียแล้วกับเวลาที่ล่วงเลยผ่านมา ร่างบางจึงจัดการปิดแฟ้มงานวางปากกายอมแพ้สำหรับวันนี้ ลุกขึ้นบิดกายอย่างเกียจคร้านเพราะนั่งมานานติดต่อหลายชั่วโมง คว้าเสื้อสูทมาคลุมก่อนจะเดินออกจากห้องและก็เป็นไปดังคาดที่ยังเห็นเลขาทำงานด้วยความขมักเขม้น

 

แต่สิ่งแรกที่ปะทะสายตาจนทำให้ผงะกลับเป็นกองแฟ้มที่พะเนินวางเรียงกันสามตั้งตรงอยู่บนโต๊ะ ยังไม่รวมแฟ้มงานที่วางกระจายและเศษกระดาษที่ถูกฉีกทึ้งและเขียนหวัดๆอย่างไม่ได้ดังใจระหว่างคุยโทรศัพท์

 

“นี่..จองยุนโฮ…” เจ้าของชื่อหยุดปากกาขณะกำลังเขียนรายงานสรุปที่เจ้านายสั่งเมื่อช่วงบ่ายก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองโดยไม่ทันได้รู้ตัวว่าแจจุงมายืนจ้องอยู่นานแล้ว

“คุณแจจุง…” น้ำเสียงแหบแห้งเอ่ยเรียกคล้ายกับเสียงครางหงิงๆของลูกสุนัขขาดนมเสียมากกว่า แจจุงแอบเบ้หน้าเล็กน้อยเหลือบมองน้ำกับกาแฟที่ยังไม่ถูกแตะต้อง…

 

“กลับได้แล้ว…หิวข้าว…” เอ่ยสั่งกรายๆจนทำให้อีกฝ่ายต้องกระหวีกระหวาดเก็บของที่รกเรื้อบนโต๊ะอย่างเร่งด่วน แจจุงมองภาพด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เริ่มรบกวนอยู่ในจิตใจ สุดท้ายเลยตัดใจเดินหันหลังแล้วไปนั่งรอตรงโซฟาแทน แต่ไม่วายยังเห็นยุนโฮจัดเรียงเอกสารด้วยใบหน้าเรียบนิ่งแอบเห็นอีกฝ่ายเสยผมเบาๆก่อนจะปล่อยให้มันปรกหน้าเหนือคิ้ว หนาเช่นเดิม นั่งรออยู่ประมาณห้านาทีในที่สุดยุนโฮก็เดินเข้ามาหาพร้อมกับแฟ้มที่แบกไว้อีกเกือบสิบ

“จะเอาไปไหน?”

“เอากลับไปทำการบ้าน” แจจุงขมวดคิ้วก่อนจะระลึกได้อย่างช้าๆว่าเหมือนตนเองถูกเหน็บแนมอย่างไรพิกล ยุนโฮเดินนำไปก่อน ทั้งชั้นและทั้งลิฟท์เหลือเพียงพวกเขาสองคนจึงไม่มีใครได้ยินบทสนทนาระหว่างเจ้านายและเลขาที่แนวโน้มจะออกไปทาง ทะเลาะกันเสียมากกว่า

 

“หลอกด่าหรือไง ถ้าไม่พอใจก็พูดกันตรงๆเลยสิ…”

“ผมมีสิทธิ์ไม่พอใจหรือไงครับ?”

“หน้าตานายมันฟ้อง น้ำเสียงนายมันบอก…”

ยุนโฮส่ายหน้าช้าๆ และเดินนำอีกครั้งเมื่อลิฟท์เปิดออก แจจุงเดินตามร่างสูงที่ก้าวเท้าเร็วเห็นอีกคนถือแฟ้มนับสิบด้วยมือเดียวและล้วงหยิบกุญแจรถปลดล๊อคก่อนจะเปิดประตูหลัง แล้วจัดการโยนแฟ้มงานทั้งหมดให้เข้าไปนั่งทางเบาะหลังดังโครม!

“เห้ย! ข้างหลังฉันนั่งนะ!!” กรีดร้องออกมาพลางวิ่งไปที่รถอย่างรวดเร็ว แต่ยุนโฮไม่ฟังทำเพียงยักไหล่แล้วเข้าไปนั่งประจำที่คนขับ แจจุงต้องฟึดฟัดก่อนจะตามขึ้นรถที่ด้านข้างแทนที่จะเป็นด้านหลังอย่างที่แล้วมา พอเห็นอีกคนสตาร์ทรถทำท่าไม่รอก็ยิ่งหงุดหงิดหนัก

“นี่ จองยุนโฮ! ฉันเป็นเจ้านายนะ นายทำกิริยามารยาทแบบนี้มันไม่สมควรไม่ใช่หรอ?” หลังจากคาดเข็มขัดนิรภัยก็หันมาต่อว่าร่างสูงต่ออย่างไม่ยอมแต่ก็ต้องเงียบเสียงไปเมื่ออีกฝ่ายเอ่ยสวนกลับ..ประโยคเดียว

 

“ตอนทำงานคุณเป็นเจ้านายแต่หลังเลิกงานผมคือผู้ปกครอง…”

 

ช๊อค!!

 

=[]=!!

 

                หลังจากอาบน้ำและต้องนั่งทานข้าวเย็นอย่างเปล่าเปลี่ยวเพราะคุณผู้ปกครองส่งข้าวกล่องที่ซื้อให้มาแล้วก็หายลับ เข้าห้องพักฝั่งตรงข้ามไปคนเดียว สุดท้ายตอนกินข้าวขาหมูก็เลยต้องโทรไปบ่นกับเพื่อนปาร์คที่หมู่นี้ก็หายหน้าหายตาไปอีกคน เขี่ยข้าวไปมาและสุดท้ายก็หมดไปแค่ครึ่งจานเพราะยังคงมีเรื่องรบกวนจิตใจ นอนเปิดทีวี หาซีดีเพลงเก่าๆฟังก็ยังรู้สึกว่างๆเพราะที่ผ่านมาไม่เคยเกิดเรื่องที่ทำให้เขาไม่มีสมาธิแบบนี้มาก่อน สุดท้ายก็ต้องยอมลุกขึ้นมานั่งนิ่งๆแล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ

 

มองไปที่ประตูสลับกับมองมือตัวเอง ภายในใจก็ครุ่นคิดว่าตัวเขานี้…..กำลังทำอะไรอยู่น่ะ ?

 

.

.

 

ก๊อก ก๊อก!

 

เมื่อตัดสินใจได้ว่าต้องคุยกันให้รู้เรื่องในวันนี้สุดท้ายก็พาร่างบางๆของตัวเองมาเคาะประตูห้องอีกฝ่าย แต่เคาะอยู่สามรอบจนมือเริ่มเจ็บก็ไม่เห็นทีท่าว่าจะเปิด

 

ปัง ปัง ปัง!!

 

ลงมือทุบอีกรอบให้มันรู้แล้วรู้รอดไป นี้ไม่ใช่ว่าทำใจรับเจ้านายอย่างเขาไม่ได้เลยคิดสั้นหรอกนะ..

 

“กว่าจะเปิด!” ทันทีที่บานประตูเปิดอ้าออกแจจุงก็แหวเสียงสูงอย่างไม่สนใจเจ้าของห้องตัวจริง ยุนโฮรู้อยู่แล้วว่าใครมาแต่ก็ยังอดที่จะผงะร่างเล็กๆที่ตะโกนใส่หน้าเขาอยู่ตอนนี้ไม่ได้

“เข้ามาก่อนสิครับ…” แจจุงเชิดหน้ากอดอกเดินเข้าไปในห้องของอีกฝ่าย มองสำรวจเฟอร์นิเจอร์และของใช้บางส่วนที่ดูเหมือนว่าจะยังจัดไม่เข้าที่ เห็นประตูห้องหนึ่งแง้มเปิดไว้และเมื่อมองเพ่งเข้าไปก็เห็นว่าเป็นห้องทำงาน

 

“ทำอะไรอยู่? ฉันมาเคาะตั้งสองสามรอบตั้งนานกว่านายจะมาเปิด”

“เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวเสร็จน่ะครับ…” แจจุงพยักหน้าหงึกหงัก มองหาที่ดีๆเพื่อจะนั่งก็เลยตรงที่โซฟาบริเวณที่เป็นส่วนรับแขก แอบเห็นเส้นผมที่ชื้นไปด้วยน้ำและกลิ่นหอมอ่อนๆของสบู่ลอยโชยมาก็พอจะคาดเดาได้ ยุนโฮหายเข้าไปในส่วนเคาท์เตอร์ที่แยกไว้สำหรับทำครัว เปิดตู้เย็นเพื่อหาน้ำมาเสิร์ฟให้กับแจจุง

 

“นายทำแบบนี้ไม่ถูกต้องนะ…” ทันทีที่ยุนโฮนั่งลงพร้อมแก้วน้ำที่วางตรงหน้าร่างบางก็เริ่มเปิดประเด็นทันที อีกฝ่ายเพียงเลิกคิ้วถามเผลอสำรวจการแต่งตัวของเจ้านายคนเก่งที่วันนี้แปลกตากว่าทุกวัน กางเกงขายาวผ้าฝ้ายดูท่าทางสบายกับเสื้อยืดคอวีที่ดูเหมือนจะย้วยเสียจนคอห้อยและทำให้ตกจากลาดไหล่บางลงมาเล็ก น้อย เผยให้เห็นเนินอกขาวเรียบเนียนเหมือนอย่างสีผิวของเจ้าตัว

 

“มองอะไร?” แจจุงถามเสียงเขียวโดยไม่ได้รับรู้ว่ากำลังถูกอีกฝ่ายสำรวจเรือนร่างผอมบางไปถึงไหนต่อไหน ยุนโฮกระแอมไออย่างลืมตัวขณะที่ปฏิเสธเสียงเรียบว่า ”เปล่าครับ…” แจจุงไม่ติดใจใส่ความมากนักเพราะสิ่งที่กำลังจะพูดทำให้รู้สึกกระดากอายมากกว่า

 

“ไหนบอกว่าเป็นผู้ปกครองไง…” จู่ๆก็โพล่งขึ้นท่ามกลางความเงียบ ยุนโฮเงยหน้ามองใบหน้าหวานที่ก้มลงหลบสายตาล่อกแล่กอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน  แจจุงเงียบไปเหมือนกำลังทำใจกับสิ่งที่ตนเองจะต้องพูดมากกว่า

“………..”

“ปะ..เป็นผู้ปกครองแล้วทำไมถึงได้ปล่อยให้ฉันนั่งกินข้าวคนเดียวล่ะ?” แจจุงหลับตาปี๋ขณะหดไหล่เข้ามา ท่าทางของคนตรงหน้าเหมือนเด็กทำความผิดแล้วโดนจับได้จึงต้องสารภาพความจริงที่ตนเองพยายามปิดบัง สีหน้าของยุนโฮยังไม่เปลี่ยนแปลงไปทั้งๆที่ในใจกลับอมยิ้มเล็กๆกับท่าทางของแจจุง ลอบส่ายหน้าเบาๆกับตัวเองอย่างเสียมิได้

 

นี้สรุปเขาเป็นผู้ปกครองจริงๆใช่มั๊ย ?

 

คิดแล้วก็ขำจนเมื่อเงียบไปนานและแจจุงยังไม่เห็นสัญญาณตอบรับเลยค่อยๆเงยหน้าลืมตาขึ้นมองอย่างสงสัย พอเห็นอีกฝ่ายจ้องตรงมาก็รีบเสหน้าหลบซ้ายทีขวาที..พิรุธสุดๆ

 

“ต้องการคนกินข้าวด้วย?” น้ำเสียงถามเหมือนไม่ค่อยมั่นใจ แจจุงแอบกัดปาก ใครกันบอกแบบนั้น

“แค่ถามว่านายทิ้งคนอย่างฉันให้นั่งกินข้าวคนเดียวได้ยังไงตั้งหาก” แจจุงแก้ไขและทำให้ยุนโฮเพียงหรี่ตามองอย่างจับผิด

 

ร่างบางกระสับกระส่ายเมื่อถูกอีกฝ่ายจ้องมองตนอยู่แบบนี้ แจจุงผุดลุกขึ้น “มื้อเช้านายไม่ต้องเตรียมแล้ว…ถ้าเกิดมันไม่ทันจริงๆเราก็แค่ไปหากินเอาข้างหน้า…ส่วนตอนเย็น….” แจจุงเหล่มองคนที่ยังคงนั่งนิ่งและมองเขาพูดด้วยสายตาสงสัยไม่ปิดบัง

 

“ตอนเย็นก็…กินอะไรแถวนี้แหละ…ถ้าโชคดีก็กินข้าวกับลูกค้า…”

 

“มื้อเช้าคุณแจจุงต้องทานนะครับ”

 

“ก็ถ้านายตื่นไม่ทันหรือถ้ามันลำบากก็ไม่ต้อง!” แจจุงพูดเสียงดังจนเหมือนว่าจะตวาดอีกฝ่าย แต่เมื่อคิดได้อย่างนั้นแจจุงก็เงียบลงและไม่พูดอะไรออกมาอีก

 

“ที่อยากพูดก็แค่นี้ล่ะ….” เหล่มองเข้าไปที่ห้องทำงานก่อนจะตัดสินใจหลับตาไม่มองซะจะได้ไม่กวนใจ

 

“งานที่สั่งก็แค่อย่าลืมก็พอ…” พูดจบก็ไม่รอให้เจ้าของห้องเชิญส่งเพราะจัดการเดินดุ่มเปิด-ปิดประตูเอง ยุนโฮลุกขึ้นทันแค่ตอนที่อีกฝ่ายเดินไปจนถึงหน้าประตูเสียแล้ว อมยิ้ม กลั้นขำอยู่นานจนต้องปล่อยเสียงหัวเราะแผ่วๆที่แฝงความเอ็นดูออกมา มองไปที่งานกองโตที่ถูกอีกฝ่ายผลักภาระมาให้ก็นึกไปถึงการกระทำของเด็กอันธพาลหลังห้องที่มักใช้อำนาจต่อรองคนที่ด้อย กว่า

 

สงสัย…ต้องเป็นพี่เลี้ยงเด็กจริงๆซะล่ะมั้ง?

 

.

.

 

                ทั้งๆที่บอกอยู่เมื่อคืนว่าไม่ต้องทำข้าวเช้า แต่ทันทีที่ตื่นแล้วเดินงัวเงียออกจากห้องจานอาหารง่ายๆในมื้อเช้าก็ถูกตั้งโต๊ะเพียงสองสามอย่าง คิดแล้วก็หงุดหงิด นี่อีกฝ่ายไม่คิดจะฟังกันเลยใช่ไหม? แล้วยังท่าทางอวดเก่งยกยิ้มระรื่นตั้งแต่เช้าไม่มีสีหน้าอิดโรยก็ยิ่งนึกหมั่นไส้ขึ้นอีกเท่าตัว

 

ไม่น่าเผลอใจอ่อนเลยจริงๆ คนร้ายกาจแบบนั้น

 

ปล่อยความคิดของตัวเองก่อนจะเบ้ปากกลมๆ มองกองแฟ้มงานที่กำลังล้นอยู่บนโต๊ะทำงานเพราะเลขาคนเก่งที่วันนี้หอบหิ้วเข้ามาส่งพร้อมกันเกือบสิบแฟ้ม นั่งตรวจงานไปได้สักพักใหญ่ๆก็มีเสียงเคาะประตู

 

“อาหารกลางวันอยากทานอะไรดีครับ?”

“อะไรก็ได้….”

“ไม่มีในเมนูครับ”

 

 

กึก!

 

“กวนประสาทหรือไง?” แจจุงเงยหน้ามองด้วยท่าทางเข่นเขี้ยวขณะที่ยุนโฮกลับมองว่าเหมือนแมวขู่ ผมของแจจุงเริ่มชี้ฟู ทั้งๆที่เมื่อเช้าเจ้าตัวเซ็ทมาอย่างเนี๊ยบ ก็ดูน่ารักไปอีกแบบเมื่อเจ้านายกำลังตีใบหน้ายุ่งๆ

 

“กินอะไรก็ได้ กินๆไปเหอะ…” แจจุงรู้สึกว่าช่วงนี้ชีวิตตกอัพชอบกล แต่ก่อนข้าวเที่ยงแทบไม่ต้องคิดว่าต้องไปกินที่ไหนเพราะมีนัดพบลูกค้าตลอด แต่ตั้งแต่ยุนโฮเข้ามาเป็นเลขา ถ้าไม่ใช่ข้าวกล่องก็เป็นโรงอาหารในบริษัท

 

“นี่! ไม่เอาข้าวกล่องแล้วนะ…” เอ่ยขัดเพราะเชื่อว่าไอ้เลขางี่เง่าต้องซื้อข้าวกล่องอีกแน่ๆ

 

“ไม่ทันแล้วครับ..ผมสั่งไปแล้ว…”

 

พูดจบก็เดินออกไปพร้อมแก้วกาแฟที่แจจุงสั่งแต่ไม่ได้แตะ

 

เดี๋ยวนะ…แล้วมันจะถามเขาทำเพื่อ?!!

 

.

.

                มื้อเที่ยงจบลงที่ข้าวหน้าปลาไหลเมนูที่ร่างสูงสั่งให้ แจจุงเลือกที่จะไม่กินในห้องทำงานของตนเอง ไม่เลือกไปที่โรงอาหาร และไม่เลือกที่จะไปหลบแถวบันไดหนีไฟด้วย ที่ๆเขาและร่างสูงเดินตามมาคือจุดพักผ่อน จะว่าแบบนั้นก็ได้ แจจุงปล่อยให้ยุนโฮถือข้าวกล่องขนาดกลางสองกล่องขึ้นลิฟท์มาลงก่อนชั้นบนสุดก่อนจะอ้อมไปที่อีกฝั่งของปีกตึกเพื่อชึ้นทางบันไดหนีไฟ พอขึ้นมาจะมีระเบียงเปรียบเสมือนที่พักผ่อนเพราะมีเก้าอี้และยอดตึกที่สูงขึ้นไปอีกสามารถเป็นเงาบดบังทำให้ร่มในช่วงที่อา กาศร้อนและกำลังเที่ยงวันแบบนี้ สิ่งแรกที่ปะทะใบหน้าคือลมของดาดฟ้าที่แรงจนผมตีกันยุ่งเหยิง แจจุงเลือกเก้าอี้ไม้ยาว มีพนักงานหลายคนมาร่วมใช้พื้นที่แห่งนี้ บ้างก็เป็นคู่รัก บ้างก็เป็นเพื่อนที่หลบมายืนสูบบุหรี่นอกสำนักงาน

 

ยุนโฮคงยังไม่เคยขึ้นมาทำให้นัยน์ตาลอบสำรวจอยู่นานพอสมควร

 

“ไม่เคยเห็นละสิ…” ยิ้มเยาะอย่างเหนือกว่าก่อนจะเปิดข้าวกล่องที่พบว่าหน้าตาเหมือนกันเปี๊ยบ

 

“สิ้นคิดสุดๆไปเลย…ถ้ากินกันสองคนนายควรจะเลือกคนละเมนู…มันจะได้แบ่งกันนได้…เรื่องแค่นี้ไม่รู้หรือไง?”

 

บ่นใส่อีกฝ่ายขณะหักตะเกียบไม้แล้วกัดปลาไหลชิ้นใหญ่เข้าปาก กลิ่นซอสและความชุ่มช่ำทำให้แจจุงได้ลิ้มรสชาติความอร่อยของเนื้อปลาที่สดแล้วอารมณ์ดี ยุนโฮมองตามร่างเล็กที่นั่งอยู่ข้างๆอย่างตามไม่ทัน เมื่อคครู่ยังดูโมโหเขาแต่พอของกินเข้าปากก็อารมณ์ดีขึ้นทันควัน

 

สงสัยจะโมโหหิว

 

“จริงๆอีกปีกก็มีระเบียงแบบนี้เหมือนกัน…แต่วิวแถบนี้สวยกว่า…” แจจุงพูดขณะมองไปไกลสุดลูกหูลูกตา ยุนโฮมองตามที่อีกฝ่ายบอก ไม่รู้ว่าจุดสิ้นสุดของสายตาอยู่ ณ ที่แห่งไหนแต่แจจุงกำลังยิ้มอย่างอารมณ์ดีขณะดูดชาแอ๊ปเปิ้ลซึ่งเป็นน้ำที่ยุนโฮเพิ่งรู้ว่าแจจุงชอบดื่มพร้อมมื้อเที่ยง เขาอมยิ้มเล็กๆตามรอยยิ้มกว้างของเจ้านายคนเก่งที่พอไม่พูดจากชวนหาเรื่องก็ดูน่ารักขึ้นอีกเท่าตัว

 

จากจุดนี้ทำให้เขาเห็นสภาพความเป็นไปทั่วกรุงโซล ทั้งตึกสูงเสียดฟ้า หมู่บ้าน แหล่งห้างสรรพสินค้าหรือถนนหนทางที่วิ่งตัดผ่าน ถ้า…

 

“ถ้าเป็นตอนกลางคืนคงสวยกว่านี้…แต่เพราะไม่เคยขึ้นมาสักทีเลยไม่รู้ว่าสวยขนาดไหน….”

 

แจจุงต่อคำพูดที่ยุนโฮกำลังคิดอยู่คนเดียวภายในใจ เขาหันมามองร่างบางที่นั่งเอาหลังพิงสบายๆกับโต๊ะไม้ยาว ท่าทางผ่อนคลายเพราะท้องอิ่มหลังจากฟาดข้าวหน้าปลาไหลที่บ่นว่าเป็นเมนูสิ้นคิดทั้งยังแย่งชิ้นปลาไปสองพร้อมเครื่องเคียงที่ให้มาเพราะเป็นผักดองซึ่งยุนโฮไม่กิน

 

“เวลาเหนื่อยๆขึ้นมาจิบเบียร์ที่นี้อ่ะ…สุดยอดไปเลย…”

 

“คุณแจจุงดื่มเบียร์ในเวลางานหรอครับ?” แจจุงพูดลอยๆกับตัวเองทว่าอีกฝ่ายกลับได้ยินชัดเจน

“ก็อย่าให้ใครเขารู้สิ….แค่เบียร์เอง…” ยุนโฮส่ายหน้าก่อนจะส่งเสียงเอือมให้เจ้านายได้ยินอย่างไม่ปิดบัง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าพอได้ขึ้นมาที่นี้ปล่อยให้ลมปะทะแก้มและหน้าจะทำให้รู้สึกสบายและคลายกังวลจากการงานที่เคร่งเครียดอยู่เมื่อครู่

 

ทั้งคู่ปล่อยให้ความเงียบโรยตัวหอมล้อมพวกเขาไว้จนกระทั่งแจจุงเปรยประโยคหนึ่งขึ้นมา

 

“ถ้าเราไม่ได้อยู่ในสถานะนี้เราคงเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้….”

 

“……”

 

“….แต่คิดๆดูแล้ว ฉันก็ไม่อยากเป็นเพื่อนกับผู้ชายร้ายกาจอย่างนายนักหรอก…”

 

“หืมม์”

 

“ฉันจะไปทำงานก่อน มีงานเยอะ ต้องรีบเคลียร์ งานเสร็จแล้วอยากพักเท่าไรก็เชิญ!” น้ำเสียงที่ใช้ฟังดูประชดประชันแต่ยุนโฮก็คิดว่าเขาเข้าใจที่อีกฝ่ายต้องการจะสื่อ ทั้งเรื่องเมื่อคืนที่บอกว่าไม่ต้องเตรียมอาหารเช้าให้ หรือการที่พาตัวเขาขึ้นมาปลดปล่อยความเหนื่อยล้าบนนี้

 

บางทีเด็กอันธพาลก็มีวิธีสานสัมพันธ์กับเพื่อนใหม่แบบแปลกๆ…เนาะ…ว่ามั๊ย?

 

ยุนโฮรีบลุกขึ้นตามหลังอีกฝ่าย เดินเข้าไปใกล้ก่อนจะบอกว่า “งานผมก็เยอะแยะครับ เจอเจ้านายโหด สั่งงานเหมือนว่าพรุ่งนี้โลกกำลังจะแตก บริษัทกำลังจะล้มละลาย”

 

“ได้ทีเอาใหญ่เลยนะ..” แจจุงพูดเสียงเขียวใส่เลขานุการที่เดี๋ยวนี้ชักลามปามว่าเขาทางตรงไม่อ้อมค้อมอีกต่อไป แต่ก็แปลกที่ไม่ได้รู้สึกโกรธอะไรมากมาย

 

มันก็แค่หมั่นไส้นิดๆหน่อยๆ

 

ระหว่างเดินกลับก็นึกขึ้นได้เรื่องหนึ่ง

 

“ใช่แล้ว อาทิตย์หน้ามีงานเลี้ยงผู้บริหารฮันคนใหม่ พวกเราต้องเตรียมตัว” ยุนโฮพยักหน้ารับ เขาทราบเรื่องนี้้แล้วเกี่ยวกับกำหนดการเลี้ยงต้อนนรับผู้บริหารคนใหม่ของบริษัท

 

“นาย!...” พูดถึงตรงนี้แจจุงก็ทำหน้าปวดหัวจี๊ด…. “ฉันต้องทำอะไรกับนายสักอย่าง ทั้งทรงผม..แล้วก็แว่นตา” พูดถึงแว่นตายุนโฮก็จับแว่นกลมๆของตัวเองด้วยท่าทางรักใคร่ ลูบไล้ที่ขาเรียว(?)ก่อนจะดันให้เข้าที่เข้าทาง แจจุงที่เห็นท่าทางแบบนั้นถึงกับเบ้หน้าราวกับเห็นสิ่งน่ารังเกียจ

 

“เลขาที่เดินตามเจ้านายก็บ่งบอกลักษณะนิสัยของเจ้านาย…ฉันยอมไม่ได้แน่ที่จะปล่อยให้นายไปเดินตามหลังฉันทั้งๆที่ยังทำ ตัว…แบบนี้” แจจุงอธิบาย ใช้สายตาสำรวจอีกฝ่ายยอย่างเปิดเผย ถ้าจะพูดอย่างตรงไปตรงมาเลขาเขาก็ถือว่าหุ่นดีอยู่ไม่น้อย ทั้งไหล่ ที่รับกับช่วงลำตัวหนาหรือจะเป็นช่วงขายาวที่มองดูแล้วสมกับเป็นนักธุรกิจไฟแรงพร้อมกับการทำงานด้วยความกระฉับกระเฉง ทั้งเสื้อผ้าหรือว่าการแต่งตัวจะให้แค่พอผ่านแต่เครื่องประดับบนใบหน้าคือสิ่งเดียวที่แจจุงอยากถอดทิ้ง

 

บางทีอาจเป็นเพราะมันปิดบังดวงตาคู่คมที่ทำให้เขาไม่สามารถสบกับอีกฝ่ายตรงๆก็เป็นได้

.

.

 

พอเดินถึงห้องทำงานสิ่งที่ทำให้ทั้งคู่ต้องชะงักฝีเท้าเห็นจะเป็นผู้หญิงที่ยืนหันหลังให้พวกเขาและทะเลาะอยู่กับพนักงานหญิงถึงสองคน

 

“ไม่ได้ค่ะ..ยังไงก็เข้าไปไม่ได้” พนักงานคนหนึ่งบอก ผู้หญิงซึ่งน่าจะเป็นผู้บุกรุกเพราะท่าทางการแต่งตัวที่น่าจะหลุดมาจากนิตรสารไม่ก็แคทวอร์คสักงานกำลังเสยผมสีน้ำตาลประกายทองซึ่งเป็นลอนงามของเธออย่างลวกๆ ท่าทางทะมัดทะแมงแตกต่างจากการแต่งตัวซึ่งใส่กระโปรงสั้นปิดแค่สะโพกและถุงน่องตาข่ายพร้อมทั้งร้องเท้าบู้ทส้นสูงปรี๊ดสี ชมพูชอคกิ้งพิงค์ เข้ากับกับเสื้อทับตัวนอกสีเดียวกัน

 

ทั้งยุนโฮและแจจุงหยุดมองเพื่อประเมิณสถานการณ์อย่างไม่มั่นใจจนกระทั่งฝ่ายหญิงหันหลังกลับมา แจจุงเป็นคนแรกที่อ้าปากและช๊อคแทบสิ้นสติ แต่ยิ่งไปกว่าการช๊อคนั่นก็คือหญิงสาวท่าทางเพรียวบางคนนั้นวิ่งเข้าโถมตัวใส่ กอดรัดเขาอย่างแนบแน่นและเรียกแจจุงด้วยเสียงอันดังว่า

 

“HI! Daling”

 

 

TBC.

 

 

Comment

Comment:

Tweet

วิธีสานสัมพันธ์น่ารักนะแจจุง
กินข้าวคนเดียวแล้วเหงาล่ะสิ ;D
โธ่ ปากหนักนะ เด็กจริงๆเลย 555555
คิดจะแปลงโฉมคุณเลขาแล้วหรอ?
ที่จริงไม่ต้องแปลงอะไรมากหรอก
เห็นเลขาถอดแว่นแล้วจะอึ้งอึ้งอึ้ง!
เลขาอ่ะหล่อมากเลยเหอะ ;p
แล้วใครมา? 5555

#4 By U-Ro (103.7.57.18|27.55.11.20) on 2012-05-10 21:23

อยากอ่านต่อแล้วค่า เมื่อไหร่จะเอาตอนใหม่มาลงน้า*
-ชอบแจจุงแบบนี้อ่ะ ฮ่าๆ
บอกไม่ถูกเหมือนกันค่ะว่าทำไม
แต่เอาเถอะ เดี๋ยวจะหลงสเน่ห์คุณเลขาโดยไม่รู้ตัว

#3 By mhabbi on 2012-05-10 16:12

อ่ะ เริ่มจะพูดดีกะเลขาแล้วนะบอสแจ
ถ้าเอาแว่นออกแล้วจะอึ้งนะท่านบอส
เลขาท่านไม่ธรรมดาน๊า(หล่อ) *-*

#2 By hnai on 2012-05-05 11:33

ชีคือใคร?


อ่านมาถึงตอนนี้
เลขายุนชอบลอบมองแจตลอด
อุว๊ะ เริ่มสานสัมพันธ์
น่ารักอ่ะ
ขอบคุณนะคะ

#1 By Demon_pnzisvip on 2012-05-05 01:49