[SF]Just A Dreamer and Still going on pass the time.

posted on 26 Feb 2012 02:26 by zensedayz in SF-TVXQ directory Fiction

Title :  Just  A  Dreamer and Still going on pass the time.

Author : zensedayz

Rate : G

Pariring : Yunho x Jaejoong

 

 - Just  A  Dreamer and Still going on pass the time. -


 

ยุนโฮใฝ่ฝันอยากเป็นนักเต้นมืออาชีพ…ไม่หรอก..เขาแค่รักการเต้น ทุกครั้งที่เปิดรายการโทรทัศน์แล้วรันไปถึงช่องเพลงเขาจะจ้องดูมัน และพยายามปฏิบัติที่หน้ากระจกในทุกเช้า

 

แจจุงเองก็เช่นกัน เขาใฝ่ฝันอยากเป็นนักร้อง เขาเคยชอบเด็กผู้หญิงแก้มกลมคนหนึ่ง เธอเป็นที่ป๊อปปูล่าซึ่งเขาหน้าตาก็ไม่ได้แย่เข้าไปจีบเธอ เหตุผลง่ายๆที่เธอไม่เลือกแจจุงคือเขาร้องเพลงไม่เป็นสัปปะรด แค่จะร้องให้ตรงคีย์ยังเป็นเรื่องยากเย็น

 

พวกเขาสองคนมีฝัน แม้ความฝันที่แตกต่างแต่กลับบรรจบ ณ จุดๆหนึ่งของช่วงเวลา

มันเปรียบเสมือนเรื่องโกหก ปาฎิหาริย์ โชคชะตา หรือพรหมลิขิตก็สุดจะเดา พวกเขาพบเจอกัน

 

ครั้งหนึ่งเคยไม่ถูกเกลียดขี้หน้า แจจุงเป็นฝ่ายชกแก้มซีกซ้ายของยุนโฮก่อน ตอนนั้นเขาอายุเพียง 15 ปี เป็นเด็กฝึกในสังกัดที่ไม่รู้ว่าดีจริงอย่างที่คิดหรือเปล่า แต่เขาผ่านการคัดเลือก นั้นอาจเป็นสัญญาณที่ทำให้เขาต้องก้าวเดินกันต่อไป

 

ยุนโฮชกแจจุงกลับไปหนึ่งครั้ง แจจุงปากแตก เขาร้องเพลงไม่ได้อยู่เกือบอาทิตย์ และการที่เขาร้องเพลงไม่ได้ทำให้ถูกลงโทษอย่างหนัก อย่างหนักในที่นี้ทำให้อีกคนที่ควรจะสะใจหรือสมน้ำหน้ากลับเกิดความรู้สึกผิด

พวกเขาจะไม่พูดถึงการทำโทษที่กดดันทั้งกายและใจ

ยุนโฮเดินเข้าไปหาแจจุง เขาไม่พูดอะไรมากนอกจากยื่นขวดน้ำพลาสติกที่ยังเย็นจัดให้อีกฝ่าย แจจุงตัวเล็กกว่าเขาแม้จะไม่มากแต่ก็ต้องเงยหน้าเวลาคุย

อีกฝ่ายนิ่งคิดราวกับตรึกตรองว่าน้ำเปล่านี้จะมียาพิษแฝงอยู่หรือไม่และนั่นทำให้คนหวังดีอย่างยุนโฮเกิดหงุดหงิดเพราะความ เย็นชาของอีกฝ่าย กระแทกขวดน้ำใส่ไหล่บางที่สวมเพียงเสื้อกล้ามสีดำที่ตัดกับผิวขาวราวหิมะที่โปรยปรายในช่วงที่หน้าหนาวมาเยือน

 

ยุนโฮเดินหันหลังกลับขณะที่เสียงพึมพำที่ไม่ควรจับความได้ไล่หลังมาว่า ‘ขอบใจ’

 

พวกเขาไม่เชิงศัตรูหรือมิตรสหาย เจอหน้ากันก็แค่มองหน้าแล้วต่างฝ่ายก็เบือนหนีหลบสายตากัน ยุนโฮไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องทำตัวงี่เง่าแบบนี้ทั้งๆที่คนอื่นเขาก็สามารถทักทายและคุยได้ตามปกติ

 

แจจุงฝึกร้องเพลง เขาใฝ่ฝันอยากเป็นนักร้องจนกระทั่งวันหนึ่งที่เขาเกือบจะได้เป็นนักร้องที่มีซิงเกิ้ลหรืออัลบั้มเป็นของตัวเอง แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้  

แจจุงมีอาการเส้นเสียงอักเสบและหมอบอกว่าหากยังฝืนที่จะร้องต่อไปจะมีผลต่อสุขภาพในภายภาคหน้า ยุนโฮเพิ่งรู้ข่าวนี้หลังจากไม่เห็นหน้าแจจุงที่ควรจะร้องเพลงอยู่ในห้องซ้อมอย่างเช่นทุกวัน ถึงแม้จะล่าช้าแต่เขาก็อดจะรู้สึกใจหายและเจ็บปวดไม่ได้ เขาพยายามถามหลายๆคนที่เป็นเด็กฝึกด้วยกันว่าพบแจจุงบ้างไหมซึ่งทุกคนต่างบอกว่าไม่มีใครเจอแจจุงอีกเลย

 

มันเป็นเรื่องบ้ามากที่จู่ๆหัวใจเขาก็รู้สึกเจ็บแปลบ ในหัวมันชาๆ สองเท้าก็วิ่งก้าวไปโดยที่สมองไม่ได้สั่งการ

 

มีเพียงหัวใจ

 

เขาถามครูฝึกร้องเพลงของแจจุง ถึงเขาจะไม่ค่อยชอบขี้หน้าแต่เพราะอยากรู้เรื่องของอีกฝ่ายจึงตัดสินใจถามออกไป เขาได้รับเพียงสายตาเย็นชาก่อนครูฝึกจะเอ่ยออกมาว่าแจจุงไม่ใช่เด็กฝึกของที่นี้อีกแล้ว

ราวกับเขาถูกผลักจากที่สูง ตกลงมาแต่กลับไม่ตาย

 

หยุดหายใจไปชั่วขณะก่อนจะกลับมาเต้นให้รับรู้ถึงความเจ็บปวดอีกครั้งหนึ่ง

 

ในหัววนเวียนเพียงคำว่า “แจจุงไม่ได้เป็นเด็กฝึกอีกแล้ว” มันดังก้อง สะท้อนกลับไปกลับมา และวันนั้นเป็นวันแรกที่เขาโดดการฝึกซ้อมที่แสนโหดร้ายเพื่อไปยังที่พักตามที่อยู่ที่ได้มาจากเพื่อนในค่ายคนหนึ่ง

 

ตอนแรกที่เขาเห็นสภาพตึกเก่าๆที่แจจุงอยู่ก็ยิ่งทำให้หัวใจเขาเต้นจนเจ็บอีกรอบ ยุนโฮตรงขึ้นไปที่ห้องหมายเลข 304 ก่อนจะทำการเคาะเขาเองก็ชั่งใจอยู่หลายวิว่าเขามาทำอะไร…

 

น่าจะมาปลอบในฐานะเพื่อน

 

ว่าแต่แจจุงยอมเป็นเพื่อนกับเขาแล้วหรือยัง?

 

ยุนโฮไม่ได้หาคำตอบให้ตัวเอง เขาทำการเคาะประตูบานไม้กลางเก่ากลางใหม่ลงไปสามครั้ง เฝ้ารออย่างช้าๆทว่าก็ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง

 

คราวนี้ลงแรงมากกว่าเก่า แต่สุดท้ายก็ยังคงไม่ผลไม่ต่างจากเดิม

 

เขามองกรประตูก่อนจะหมุนและพบว่ามันไม่ได้ล๊อค ยุนโฮทำการแง้มเปิดอย่างช้าๆ ก่อนจะแทรกตัวผ่านเข้าไปอย่างวิสาสะ เขามองไปรอบห้องและไม่ยากเลยที่จะพบใครคนหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าของห้องนั่งคู้กายอยู่ที่มุมหนึ่ง

 

เสียงสะอื้นเล็ดลอดออกมา เสียงนั้นทำให้ภายในใจสั่นไหวอย่างไร้สาเหตุ ยุนโฮเดินเข้าไปใกล้คนที่ตัวเล็กกว่าเขาก่อนจะทรุดตัวลงนั่งที่ตรงด้านหน้า แจจุงคงรับรู้ได้ถึงการมาของเขาจึงเงยหน้าขึ้นมามอง

 

ดวงตาที่แดงก่ำและคลอไปด้วยน้ำใส ยุนโฮอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือเข้าไปหา

 

“ยุนโฮ..” เสียงที่แหบและครางเครือหลุดรอดออกมาพร้อมก้อนสะอื้นก่อนร่างทั้งร่างจะโถมกายเข้าหาและกอดเขาไว้แน่น

ราวกับยึดเหนี่ยวไว้เป็นที่สุดท้าย

 

วินาทีแรกยุนโฮตกใจและทำอะไรไม่ถูก และในวินาทีถัดมาเขาก็ลูบแผ่นหลังที่ติดจะสั่นเทานั้นให้คลายความกังวล

 

ซึ่งไม่รู้ว่าจะช่วยได้หรือเปล่า..แต่ก็ยังอยากจะทำ

 

เงียบกันไปสักพัก กอดกันจนแจจุงเริ่มยุกยิกและยุนโฮรู้สึกถึงความชื้นแฉะที่หัวไหล่ แต่แจจุงก็ยังไม่ขยับลุกไปไหน เกือบทั้งตัวที่ตอนแจจุงโถมกายเข้าหาทับเขาไว้

 

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันหนักและตอนนี้ก็เริ่มชาแล้วด้วย

 

เขาเลิกลูบหลังไปแล้ว ปล่อยให้บรรยากาศเงียบๆโอบล้อมเข้าปกคลุม บางครั้งคำพูดก็ไม่ได้มีไว้เพื่อปลอบใจสำหรับทุกคน เลิศหรู หวานล้ำ สุดท้ายก็แค่ลมปากที่ค่อยๆจางหายไปกับกาลเวลา

 

ยุนโฮขยับไม่ใช่เพราะความอึดอัดแต่เป็นเพราะกลิ่นหอมอ่อนๆที่ส่งออกมาทำให้เขาเผลอไผลไหวตัวเอง

 

ราวกับแจจุงถูกดึงออกจากห้วงความฝันทั้งๆที่ความเป็นจริงเขาแค่ไม่กล้าเงยหน้าออกจากไหล่ของอีกฝ่ายที่เปียกชุ่มไปด้วย.. เอ่อ..น้ำมูกและน้ำตาของตนเอง

 

สภาพแจจุงคงดูย่ำแย่และชวนอนาถเหลือร้ายในความคิด ทว่ายุนโฮกลับมองว่ามันน่ารักน่ามอง

 

จู่ๆก็เกิดความคิดนี้วนเวียนแทรกเข้ามาในหัวหลังวินาทีที่ผละจากและใบหน้านั้นห่างกับเขาไม่เกินคืบ

แจจุงนั่งอยู่ตรงหว่างขาขณะที่ใบหน้าเปียกปอนไปด้วยคราบน้ำตาหลังการร้องไห้อย่างหนัก ผมเผ้ายุ่งเหยิงชี้ฟูไม่เป็นทรง มีเพียงพวงแก้มที่เรื่อสีแดงน่ามอง บรรจบกับริมฝีปากอิ่มๆ

 

วินาทีนั่นยุนโฮคิดว่า ทำไมแจจุงถึงได้ตัวเล็กนัก

 

หลังจากไล่อีกฝ่ายให้ไปอาบน้ำเขาก็ทำตัวเป็นเจ้าของห้องเสียอย่างนั้น  ยุนโฮนั่งลงที่เบาะรองนั่ง ในห้องไม่มีโซฟาซึ่งก็สมควรกับมาตราฐานห้องเช่าเกรดต่ำ ยุนโฮลอบสำรวจห้องเล็กๆที่นอนแค่คนเดียวก็เกินพอ ไม่มีของใช้อะไรมากมายนอกจากตู้เสื้อผ้าติดผนัง เครื่องทำความร้อน กระติกน้ำร้อน แล้วก็ราวตากผ้า

 

ทุกวันนี้ยุนโฮอยู่กับครอบครัว ถึงจะต้องเหนื่อยที่ต้องไปกลับแต่ก็เพราะไม่อยากเดินทางโดยลำพัง ถึงในช่วงแรกๆพ่อจะคัดค้านหัวชนฝาและสบประมาทว่าถ้าทำไม่ได้อย่ามาร้องไห้ให้เห็น แต่ลึกๆแล้วยุนโฮกลับสัมผัสได้ถึงความห่วงใยและแรงสนับสนุนที่พ่อมีต่อเขา

แต่พอย้อนกลับมามองแจจุงที่อายุเท่าเขาแต่กลับออกมาเผชิญโลกด้วยตัวคนเดียว เพียงเพื่อความฝัน ถึงจะเสี่ยงและอันตรายแต่ก็กล้าและพร้อมที่จะวิ่งเข้าหามันอย่างไม่กลัวเกรง

 

พลันคิด  ในใจก็วูบโหวงและอดจะหดหู่ไม่ได้

 

แล้วต่อจากนี้…แจจุงจะทำอย่างไร

 

 

ร่างบางออกมาในสภาพที่สดชื่นขึ้นหน่อยแต่ไม่ถึงกับสดใส ยังมีหลักฐานบ่งบอกชัดเจนที่ใต้ตาที่บวมช้ำและแดงก่ำ ทั้งสองคนสบตาเข้ากันตรงๆและไม่มีใครพูดอะไรออกมา แจจุงเพียงหันหลังพร้อมกับเช็ดผมไปด้วย กลิ่นสบู่ลอยโชยออกมาจากห้องน้ำเป็นกลิ่นเดียวกับที่เขาได้สัมผัสเมื่อครู่นี้

 

แจจุงหันกลับมา ในแววตาเริ่มรู้สึกกระสับกระส่าย ยุนโฮเลิกคิ้วขึ้นมองอาการของแจจุงที่ขมวดคิ้วมุ่นเริ่มทำหน้าไม่พอใจ

 

แต่ก็ยังไม่มีใครพูดอะไรออกมา ยุนโฮที่เริ่มเดาได้ลางๆว่าเพราะอะไรก็ป้องปากหาวหนึ่งครั้งและบิดขี้เกียจตัวเอง บอกจะขอตัวกลับแล้วและก็ลุกขึ้นทันที

หันหลังให้อีกฝ่ายโดยไม่ได้นึกเอะใจหันกลับไปมองใบหน้าสว่างที่กำลังสลดลงอย่างช้าๆ  เดินตรงไปที่ประตูก่อนจะบิดมันอย่างเคยเหมือนตอนมา รู้สึกได้ถึงสายตาที่จับจ้องอยู่ทางด้านหลัง หัวใจเองก็เต้นแรงจนไม่รู้จะควบคุมยังไงแต่ก็ไม่ได้หันกลับไปมอง

 

สวมรองเท้าเตรียมจะเดินออกแต่เสียงที่แผ่วเบาก็ฉุดรั้งเขาไว้

 

มันง่ายดายที่เขาจะทำให้มันเป็นเพียงสายลมพัดผ่าน ทว่าเขาเองต่างหากที่เฝ้ารอให้สายลมนั่นพัดมา

 

สุดท้ายทั้งคู่ต้องมาจบลงที่ริมแม่น้ำฮัน ฟังดูโรแมนติกเพราะเป็นสถานที่สิ้นคิดที่สุดของคนรัก แต่ไม่หรอก มันไม่ใช่…แจจุงกับยุนโฮนั่งห่างกันไม่มากแต่ก็ไม่ใกล้ถึงขนาดแนบชิดกัน พวกเขาเว้นที่ว่างไว้ขณะที่ปล่อยให้ความคิดของต่างฝ่ายต่างวนเวียนในหัวสมอง

 

แจจุงหยิบก้อนหินขึ้นมาขว้าง ส่วนยุนโฮเหม่อมองไปที่เส้นขอบฟ้าที่ไกลสุดสายตา อยากเอ่ยถามว่าต่อจากนี้จะทำอะไรแต่คิดว่ายังไม่ถึงเวลา แจจุงยังคงนั่งปาก้อนหินก้อนแล้วก้อนเหล่าโดยไม่สนใจคนที่ตนชวนมา บางครั้งยุนโฮก็นึกสงสัย คนที่แสนเหย่อหยิ่งและเย็นชาอย่างแจจุงจะมีหัวใจหรือร้องไห้เป็นหรือเปล่า

 

ซึ่งเขาได้พิสูจน์มันมามากพอแล้ว

 

ยุนโฮขยับกายส่วนแจจุงเลิกหยิบก้อนหินขึ้นโยน ไหล่บางสะท้านอาจเพราะต้องด้วยลมเย็นหลังจากดวงอาทิตย์เคลื่อนคล้อยลับสายตา

“โดดมาวันนี้เดี๋ยวก็โดนทำโทษหรอก”

แจจุงพูดขึ้นทำลายความเงียบที่ปกคลุมมาเนิ่นนาน สายตาทอดยาวไปไกล อาจเป็นจุดๆเดียวที่ยุนโฮเคยมอง ร่างสูงละสายตาเพื่อจับภาพคนข้างกาย เกิดความรู้สึกวูบโหวงอาจจะเรียกได้ว่าใจหายขึ้นแทรกกลางภายในจิตใจ นั่นทำให้เขาไม่ได้พูดอะไรออกมา

 

“พยายามเข้านะ…”

 

แจจุงยิ้มพลางหันหน้ามาทางเขา

 

รอยยิ้มที่ดูฝืดฝืน ความรู้สึกที่ปริร้าวหลังความฝันถูกทุบให้พังทลาย ร้องไห้มากแค่ไหนก็ทำได้เพียงปล่อยมันไม่สามารถเรียกคืนหรือให้หวนกลับมาทำซ้ำ ยุนโฮขยับกายอย่างอึดอัดอีกครั้ง

“นายยังมีฝัน”

“ที่ไม่มีวันเป็นจริง”

แจจุงต่อให้จบก่อนจะหันหน้ากลับไป

“ฉันคิดแค่ว่า..ถ้าเราพยายามยังไงสักวันก็ต้องชนะโชคชะตา” เสียงหวานที่แหบเครือนั้นเอื้อนเอ่ย ยุนโฮไม่มั่นใจว่าเป็นเพราะอีกฝ่ายกำลังร้องไห้เงียบๆหรือผลข้างเคียงจากกล่องเสียงอักเสบที่ยังไม่หายดี

 

“แต่วันนี้..ฉันกลับคิดว่า…บางที…พยายามสักเท่าไรถ้าไม่ใช่ มันก็ยังไม่ใช่อยู่วันยังค่ำ”

“…….”

“พยายามเหรอ…แล้วไงละ…สุดท้ายมันก็..” เสียงแจจุงขาดเป็นช่วงๆคล้ายเครื่องเล่นเพลงตกร่อง หากยุนโฮกลับรับรู้แม้ไม่ได้ประสบแต่หัวใจก็กำลังบีบรัดจนอึดอัด

 

แล้วคนที่เจอจริงจะรู้สึกเช่นไรกันนะ

 

ลมหนาวพัดมาอีกครั้ง มันเย็นจนบาดผิวและเป็นจังหวะเดียวกันกับที่มืออุ่นข้างหนึ่งเอื้อมกอบกุมอีกฝ่าย บีบมือเล็กนั้นไว้ในฝ่ามือตนเอง ราวกับย้ำเตือนว่ายังมีเขาที่ยังนั่งเคียงข้างอยู่ตรงนี้

 

น้ำตาไหวรื้น ชื้นปริ่มอยู่ที่ขอบ แจจุงพยายามจะกลืนก้อนแข็งๆที่จุกอยู่กลางลำคอให้หายออกไป แต่ก็ทำได้อย่างยากเย็น สุดท้ายต้องหลบสายตาอีกฝ่ายที่มองกลับมาเต็มไปด้วยความสงสารและเวทนา

แจจุงพยายามขืนมือหนี ไม่ใช่เพราะรังเกียจทว่ากลัวว่าความอ่อนแอจะเผยออกมาอย่างช้าๆ แต่ภายในใจลึกๆกลับอยากให้ทุกอย่างดำเนินต่อไป แรงที่ออกไปกลับถูกอีกฝ่ายออกแรงกลับมามากกว่า สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่ชวนให้หัวใจเต้นแรง แจจุงหันไปมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของอีกฝ่าย ดูดีเสียจนน่าอิจฉาในความคิดของผู้ชายด้วยกันแต่ก็ต้องยอมรับว่าหล่อจริงๆ

 

เผลอคิดออกนอกเรื่องไปไกลและถูกดึงกลับด้วยเสียงทุ้มๆที่ดังอู้อี้ของอีกฝ่าย บอกตามตรงว่าไม่ชอบสักนิด แจจุงคิดว่ามันน่ารำคาญ หากวันนี้กลับกลายเป็นเสียงที่ช่วยปลอบประโลมหัวใจในวันที่ทุกอย่างพังระเนระนาด

แจจุงเหมือนตัวโดมิโน่ที่ต่อเรียงจนเกือบสำเร็จแต่สุดท้ายกลับถูกผลักให้ล้มลงและย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง หากมันเป็นเพียงแค่เกมส์ เป็นเพียงการละเล่นชนิดหนึ่งแจจุงคงอดทนเริ่มต้นที่จะเรียงมันขึ้นมาใหม่ ทว่า แต่ละตัวของโดมิโน่นั้นกลับแตกหักและไม่สามารถเรียงประสานกลับขึ้นมาใหม่ นอกจากจะทิ้งมันไว้เบื้องหลังมันก็ยังคงเหลือเศษซากที่ติดอยู่ในความทรงจำไม่หายไปไหน

 

ความฝันก็เป็นแบบนั้น ยิ่งเดินทางเข้าไปใกล้และหวังว่าสักวันจะเป็นความจริง เมื่อทุกอย่างถูกก่อรูปก่อร่างก่อนจะสลายหายวับเหมือนมีคนปลุกให้เราตื่นจากห้วงความฝันที่แสนหอมหวาน

 

ตื่นมาพบเพียงความว่างเปล่า…ไม่เหลือใคร

 

แจจุงคงตกอยู่ในสภาวะนั้น หันไปมองทางไหนก็เหมือนตัวเองกำลังเดินเส้นทางนี้เพียงลำพัง

 

“ฉันไม่อยากให้นายยอมแพ้…”

“แล้วนายให้ฉันสู้เพื่ออะไร”

“นายยังมีฝัน”

“เคยมีตั้งหาก..”

“ก็หาใหม่สิ…จะหยุดอยู่แค่นี้หรือไง” ไม่ตั้งใจที่จะขึ้นเสียงหรือให้คำพูดชวนทะเลาะใส่ แต่เมื่อเห็นอีกคนที่เคยร่วมซ้อมร่วมฝึกกันมากำลังจะยอมแพ้ก็อดไม่ได้ที่จะพูดแบบนั้นออกไป  เขาจ้องอีกฝ่ายนิ่งนานจนแจจุงต้องหันกลับมา

 

ดวงตาที่แห้งแล้งกำลังมีน้ำตาเอ่อคลอและไหลเอื่อยลงมา

 

บางทีบาดแผลอาจต้องใช้เวลา

 

“นายยังมีฝัน…อย่าทิ้งความฝันถ้านายเพิ่งล้มเพียงครั้งเดียว”

 

 

 - Just  A  Dreamer and Still going on pass the time. - 

 

 

หลังจากค่ำคืนนั้นเขาก็ไม่พบแจจุงอีกเลย

 

 

ต่างฝ่ายต่างไม่ได้ติดต่อซึ่งกันและกัน แจจุงหายตัวไปพร้อมกับทิ้งบางสิ่งบางอย่างให้รบกวนภายในจิตใจส่วนลึก บางครั้งก็