[FIC] U r My destiny (YUNJAE)2

posted on 21 Jan 2012 01:15 by zensedayz in u-r-My-destiny directory Fiction
 

U  r  My destiny 

Cat. Romantic , Comedy (mini series)

Starring : U-KNOW YUNHO (TVXQ!) , KIM  JAEJOONG(JYJ)

Parring : Yunho x Jaejoong

Author : zensedayz


 

02.

 

หลังจากได้ฟังเรื่องราวจากเด็กหนุ่มแปลกหน้าคนนั้นก็ทำให้เขาหลับไม่ลงทั้งคืน

ในหัวยังคงวนเวียนแต่เรื่องราวที่’แจจุง’ เล่าให้เขาฟัง

 

พรหมลิขิตงั้นเหรอ??

 

อดจะหัวเราะเพราะความเอ็นดูไม่ได้ ถ้าเกิดแจจุงไม่เล่าให้ฟังเขาคงลืมเหตุการณ์ในวันนั้นไปหมดแล้ว ในสมัยที่เขาเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย ทั้งๆที่นิสัยของตัวเองออกจะเป็นคนใจเย็นและใจดีมากเสียด้วยซ้ำ แต่เพราะความเครียดผสมความกลัวทำให้อะไรๆในช่วงนั้นเหมือนจะน่ารำคาญไปหมด

               

เย็นวันหนึ่งที่เดินทางกลับจากการเรียนพิเศษ เดินคิดนู้นคิดนี่ไปเรื่อยจนไปเจอกลุ่มแกงค์อันธพาลที่ทำตัวเกเรรีดไถเด็กมอต้นคนหนึ่งอยู่

 

รู้แต่ว่าอยู่เฉยๆไม่ได้

 

เด็กผู้ชายที่อยู่กลางวงล้อมนั่นตัวเล็กกว่ามาก ถูกผลักหัว แม้ว่าเจ้าตัวจะไม่ตอบโต้แต่สายตานั่นต่อต้าน เขาที่เป็นเด็กมอปลายปีสุดท้ายก็ถือว่าโตพอสมควร ยิ่งเห็นการกระทำผิดๆเลือดความยุติธรรมก็เดือดพล่าน

เขาเดินตรงไปจับไหล่ของเด็กผู้ชายที่ทำท่าจะตบหัวเด็กคนนั้นทันที

“จะทำอะไร?” เอ่ยถามเสียงห้วน ไอ้เด็กหัวเกรียนท่าทางเอาเรื่องหันมาทำท่ารำคาญทันที

“กูจะทำอะไรแล้วหนักหัวพ่อแม่มึงหรอ? ถึงต้องสาระแนเอาหน้ามาเสือกตีนกูเนี้ย”

ถ้อยคำหยาบคายสมกับใบหน้ามันทำให้อารมณ์ที่มีอยู่พลุ่งพล่าน เด็กมอต้นคนนั้นกำลังยืนสั่นเป็นลูกนก เขาเหลือบมองเห็นเจ้าตัวกำมือที่ถือกระเป๋านักเรียนไว้แน่น ถอนหายใจพลางประหวัดสายตาเย็นเยียบใส่เด็กอันธพาลที่มีเพื่อนรวมกันสามคน

 

“ที่บ้านไม่มีไรให้แดกหรือไง?”

 

“ไอ้นี้ วอนหาตีนนี้หว่า เห้ยพวกเรา”

ตามปะสาคนเล่นพวกพ้อง เขาลอบถอนหายใจ ถึงแม้จะมีทักษะด้านการป้องกันตัวเองแต่จากสถานการณ์เขาก็เป็นรองอยู่ดี

“หญ้าแถวหนามบอลก็เยอะแยะ ไม่มีตังค์แดกก็แดกหญ้าไปก่อนดิ”

“ไอ้นี้แม่งกวนตีนวะ”

 

ไอ้สามตัวหัวเกรียนส่งสัญญาณสายตากันก่อนจะพุ่งตรงมายังตัวเขา ยุนโฮตั้งรับ คนแรกเข้ามาแล้วล้มลงด้วยการถีบเข้าที่หน้าท้องอีกคนเขาใช้กระเป๋าฟาดเต็มใบหน้า ไม่รอให้คนสุดท้ายเข้ามาเขาก็คว้าเอาเด็กมอต้นที่ทำอะไรไม่ถูกในเหตุการณ์

 

“วิ่ง!!”

 

พูดได้คำเดียวก็ใส่สปีดเกียร์หมา พาเด็กวิ่งหนีไอ้แกงค์อันธพาลที่ตอนนี้ก็กำลังวิ่งตามหลังมาเช่นกัน ไม่รู้ว่าไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน เผลอกุมมือเล็กที่ยิ่งวิ่งไกลเท่าไรก็เหมือนจะเลื่อนหลุดอยู่บ่อยๆ จนเขาต้องเปลี่ยนมากระชับให้แน่นยิ่งขึ้น พลางวิ่งเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา เข้าตรอกเข้าซอยแบบว่าชีวิตนี้ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะรู้จัก หรือเดินผ่าน

 

แต่เป็นเพราะตอนนี้พวกเขาวิ่งหนีกันอยู่

 

“ฮะ..แฮ่ก..!”

 

เขาคงไม่หยุดแน่หากไม่ได้ยินเสียงหอบรวยริน

ยุนโฮหันกลับมามองร่างเล็กที่หอบตัวโยน กระตุกข้อมือขาวให้เข้ามาหลบในซอกตึกที่ทั้งเหม็นอับ และชื้นแฉะ เขารอจนแน่ใจก่อนจะค่อยๆปล่อยมือที่เล็กกว่ามากให้เป็นอิสระ ทันใดนั้น ร่างเล็กก็ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น

 

ภายในมุมอับได้ยินเพียงเสียงหอบของตัวเองและของเด็กหนุ่มดังสลับกันไปมา เขาใช้มือทั้งสองข้างยันกับเข่าก่อนจะค่อยๆทรุดตามเด็กตัวเล็กที่ตอนนี้หมดสภาพนั่งเปื่อย อ้าปากหายใจหอบ

 

ว่าแต่..

นี้มันเด็กผู้ชายจริงหรอวะ?

 

เกิดคำถามในใจของยุนโฮอย่างช่วยไม่ได้

 

ใบหน้าที่แม้ว่าตอนนี้จะซีดเซียว และมีเหงื่อไหลเป็นน้ำ แต่เขายังคงมองเห็นถึงความหวานบนใบหน้าที่ต้องยอมรับในทันทีว่า น่ารัก ตาโตปริบปรือ ขณะที่ริมฝีปากกลมยังคงอ้าปากค้างเพราะหายใจไม่ทัน

 

“แฮ่ก..แฮ่ก..”

 

เขาปรับลมหายใจได้แล้ว ค่อยนั่งลงตรงฝั่งตรงข้าม ยังไม่มีคำพูดอะไรจากคนทั้งสอง จนเขาไม่ได้ยินเสียงหอบหายใจนั่นล่ะจึงเริ่มต้นพูด

 

“เหนื่อยหน่อยนะ..”

 

พูดยิ้มๆขณะลอบสำรวจใบหน้าขาวใสที่ตอนนี้ขึ้นสีแดงจางๆกระจ่างบนใบหน้าขาวจัด

 

“ฮะ..ขะ..ขอบคุณฮะ..รุ่นพี่”

 

เสียงพูดตะกุกตะกักไม่ใช่เพราะยังไม่หายเหนื่อยแต่ดูเหมือนจะเขินมากกว่า เพราะคำสุดท้ายคำว่ารุ่นพี่แทบจะกลืนหายไปในริมฝีปากกลมๆ พร้อมกับใบหน้าที่ซ่อนความเขินอายไว้ไม่มิด ก้มงุดๆหลบสายตาเขา

 

มาทำเป็นเขินเหมือนผู้หญิงไปได้

 

“มา..ลุก…เดี๋ยวพาไปกินหนมแล้วส่งกลับบ้าน”

 

สาบานว่าในใจไม่ได้คิดอะไรหรอก แต่เพราะเขาหิวหลังจากเสียพลังงานจากการวิ่งหนีก็เลยคิดว่าจะหาไรกินก่อนกลับบ้าน แล้วนี้ก็ค่ำแล้วด้วย ปล่อยเด็กมอต้นกลับบ้านคนเดียวคงอันตราย

 

“เอ่อ…”

“เชื่อสิ…เธอออกจากตรงนี้ไม่ได้หรอก..”

ส่งมือพลางส่งยิ้มที่มั่นใจสุดๆว่าใครได้พบได้เห็นเป็นต้องละลาย

 

หลังจากนั้นรุ่นพี่ปีสามกับเด็กมอต้นต่างโรงเรียนก็หาทางออกและนั่งกันตรงร้านไอศกรีมเล็กๆเป็นที่เรียบร้อย

 

“ที่หลังกลับบ้านก็กลับให้เร็วๆ แล้วก็นั่งรถเมลล์กลับสิ จะกลับทางเปลี่ยวๆคนเดียวทำไม?”

หลังจากถามได้เรื่องได้ราวว่าไปทำอีท่าไหนถึงได้ถูกแกงค์รุ่นพี่โรงเรียนตัวเองรีดไถ เป็นเพราะเจ้าตัวเดินกลับทางนี้คนเดียวเป็นประจำ แถมยังไม่มีเพื่อนกลับบ้านด้วย ไอ้พวกสามตัวหัวเกรียนนั่นคงเห็นท่าทีมาหลายวัน วันนี้ถึงได้ลงมือ

 

“นี้ถ้าพี่ไม่เจอเราจะเป็นยังไงนะฮึ?”

 

คิดแล้วก็อดจะฉุนไม่ได้ นี้ถ้าเขาไม่มาเจอก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าเด็กคนนี้จะเป็นยังไง ดูท่าทางคงไม่ยอมให้เงินง่ายๆ อาจจะถูกซ้อมก็เป็นได้

 

“นี่ถ้าสมมิตเกิดเหตุการ์แบบนี้ขึ้นอีกนะ มีอะไรก็ให้ๆมันไปซะ…เดี๋ยวจะเจ็บตัวซะเปล่าๆหรือไม่ก็..ร้องเรียกคนช่วยดังๆ”

พูดพลางตักไอศกรีมรสช๊อกโกแล๊ตขึ้นกิน เขาเป็นพวกไม่ชอบใช้กำลังเลยคิดว่าทำแบบนี้ดีที่สุด เอ่ยแนะนำกับเด็กไป ทว่าเจ้าตัวกลับสะบัดหัวซะแรง ผมเผ้านี้กระเจิงไม่เป็นทรงเลย

 

“ไม่ได้หรอกฮะ..เงินของคุณป้าทั้งนั้น แจจุงไม่อยากเสียมันไป คุณป้าทำงานตั้งนาน ทั้งหนักทั้งเหนื่อยกว่าจะได้ แจจุงจำเป็นต้องใช้อย่างมีค่าที่สุด”

 

ได้ยินประโยคนี้ไปถึงกับกระพริบตาปริบๆ

 

ก็..เขามันลุกคนมีจะกินล่ะมั้ง

“นี่….แต่ชีวิตมันสำคัญกว่าทรัพย์สินนะ..คิดดูสิถ้าเรายังมีชีวิตเราก็ทำงานต่อได้ แต่ถ้านายเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องมันจริงๆล่ะก็ สุดท้ายนายก็เอาเงินที่ปกป้องมารักษาตัวเองอีกที ไม่แน่อาจจะเสียมากกว่าได้ก็ได้”

 

เด็กคนนั้นคิดตาม ตากลมๆหลุบลงเหมือนรู้สึกผิด

 

“แล้วที่สำคัญนะ ป้านายก็ต้องเห็นหลานสำคัญกว่าเงินอยู่แล้ว”

 

ปากกลมๆเริ่มเบ้ออกคล้ายกับว่าจะร้องไห้ คราวนี้เขาเลยต้องหยุดคำพูดทุกอย่างพลางเอื้อมไปจับหัวกลมๆนั่นขยี้แรงๆ

 

“นี้..อย่าขี้แยสิ..เป็นลูกผู้ชายซะเปล่า”

“ฮึก..”

“กินติมๆ”

 

พยายามพูดเบนเบี่ยงไปยังประเด็นอื่น ทว่าเด็กน้อยเริ่มต้นร้องไห้ก็คล้ายกับว่าจะหาวิธีหยุดยั้งน้ำตาไม่เป็น ไอ้ลูกผู้ชายอย่างเขาก็เลยทำตัวไม่ถูก ได้แต่เกาหัวแกรกๆพลางคิดว่าที่พูดไปมีอะไรผิดหรือสะกิดใจเจ้าเด็กนี้หรือเปล่า

“ผมกลัวป้าต้องลำบากเพราะผม  ผมก็เลย..ฮึก. ปกป้องมัน..”

“โอเคๆ..มันผ่านมาแล้วนะ”

“ฮึก..ผมไม่คิดเลยจริงๆ…”

“เอาน้าๆ” เขาได้แต่ลูบหัวตบไหล่ พอใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาเงยขึ้นเขาก็อดไม่ได้ที่จะเช็ดให้

“หยุดร้องได้แล้ว ขี้แยแบบนี้พวกนั้นถึงได้แกล้งนายได้”

“แล้วต้องทำยังไงถึงจะเข้มแข็งล่ะฮะ”

“ฮ่าๆ ก็ต้องมีนี้….” พูดพลางชี้ที่สมองและแขนที่แสดงถึงว่ามีพละกำลัง

 

“คนฉลาดต้องมีสติและมีสมอง พละกำลังมีไว้เป็นตัวสำรอง..ทำอะไรต้องคิดถึงผลได้ผลเสียก่อน..”

“ฮะ..”

“เอาละ..โตขึ้นเดี๋ยวนายก็รู้เองว่าควรจะทำอะไรยังไง…”

“…………”

“กินให้อิ่มนะ..ถือเป็นค่าเสียขวัญ..แล้วจะพาไปส่งที่บ้าน..”

“ฮะ…ขอบคุณนะฮะ..พี่…”

“ยุนโฮ…”

“ฮะ…พี่ยุนโฮ…”

 

หลังจากนั้นก็พาเด็กน้อยไปส่งที่บ้าน ตลอดทางก็คุยกันเรื่อยเปื่อย โชคดีที่เจอป้าก็เลยเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง ขอบคุณเขาเสียยกใหญ่ แต่ที่ทำไปก็ไม่ได้หวังอะไรมากหรอก

 

มองหน้าเด็กคนนั้นอีกทีก่อนจะยิ้มให้เป็นครั้งสุดท้าย

“ขอบคุณนะฮะพี่ยุนโฮ..แจจุงจะไม่ลืมพี่ยุนโฮเลย”

 

.

 

เด็กประหลาดที่ชื่อคิมแจจุงก็คือเด็กมอต้นตัวเล็กคนนั้นเองหรอ?

 

ตลกดี

 

ยุนโฮนอนตะแคงพลางคิดว่าทำไมเขาถึงไม่นึกถึงเรื่องนี้มาก่อน อาจเป็นเพราะแจจุงเปลี่ยนไปมาก ตอนสมัยมอต้นว่าน่ารักแต่โตขึ้นมาดันสวยเสียได้

 

สวย?

 

บ้าจริง!!

 

สบถกับตัวเองขณะที่คิดฟุ้งซ่าน  พูดตรงๆว่าหลังจากวันนั้นเขาก็ไม่เจอเด็กคนนั้นซึ่งก็คือแจจุงอีกเลย แล้วการสอบก็เป็นอะไรที่สำคัญและนึกถึงได้มากกว่า แจจุงเลยไม่หลงเหลืออยู่ในความทรงจำของเขา

 

คิดไม่ถึงจริงๆว่าจู่ๆจะมาเจอแบบนี้

 

 

“ผมพยายามไปหายุนโฮที่โรงเรียน แต่มารู้ตอนหลังว่ายุนโฮน่ะเรียนปีสุดท้าย ก็เลยจบเร็วกว่าปีอื่น ผมไม่รู้เลยว่าจะหายุนโฮเจอที่ไหน รู้จักแค่ชื่อกับโรงเรียนเก่า..เท่านั้นเอง…”

 

“แต่ว่าจู่ๆผมก็เห็นยุนโฮที่คอฟฟี่ช้อปส์ข้างๆมหา’ลัยผม..รู้ไหมฮะว่าผมดีใจแค่ไหน? ผมคิดว่าชาตินี้จะไม่เจอยุนโฮซะแล้ว แต่สุดท้ายก็ได้เจอ..ผมว่า..ต้องเป็นพรหมลิขิตแน่ๆ”

 

ใบหน้าตอนเล่าดูมีความสุขแตกต่างจากวันนั้นโดยสิ้นเชิง ครั้นจะพูดว่าเป็นเรื่องไร้สาระแต่ตอนนั้นกลับควานหาลิ้นตัวเองไม่เจอ เลยได้แต่พยักหน้ารับ แบบว่าในหัวสมองก็ยังตื้อๆกับประโยคบอกเล่าของแจจุง

 

“แล้วแบบนี้จะทำไงต่อดีวะ?”

 

.

.

TBC.

 

AN : (: 

Comment

Comment:

Tweet