[FIC TVXQ] TEAR(s) In Heaven (2)
posted on 08 Nov 2009 15:42 by zensedayz in Tears-in-heavenTitle: TEAR(s) In Heaven
Author: zensedayz
Category: AU/ Drama
Rating: PG-13(+)
Spoil : เพราะว่าเคยมีความคิดว่าจะลืมความรักที่มีอยู่ ณ ตอนนี้ .. ถ้าเราลืมได้จริงๆจะเป็นอย่างไร..แต่ถ้าทำไม่ได้ต้องเจ็บปวดเพราะความรักแบบนี้ในรูปแบบไหน?..แล้วทางออกใดจึงเป็นทางออกที่ทำให้คนเราเจ็บปวดน้อยที่สุด..ระหว่างเลือกการที่ลืมความรักและละทิ้ง หรือทนเจ็บแต่ก็ยังเห็นเขายิ้มแม้จะไม่ใช่กับเรา..
Addict friend Story by Kim Junsu
2.
ผมเดินลงบันไดด้วยความเบื่อสุดๆในชีวิต วันนี้เป็นวันที่สามแล้วที่ผมทะเลาะกับเขา ไม่มีใครคอยมาฟังผมบ่น ไม่มีใครคอยรับอารมณ์ขึ้นๆลงๆของผมได้ดีเท่าเขา
ปาร์คยูชอน!หายไปไหนของเขานะ!
ผมแค่รู้สึกหงุดหงิดนิดหน่อย แต่พอเห็นหน้าเขาที่ชอบตีหน้าเศร้าเรียกร้องความสนใจจากหงุดหงิดนิดหน่อยก็ค่อยๆเพิ่มดีกรี
ผมรู้นะว่ามันงี่เง่าชะมัด แต่ผมก็ทำไปแล้ว ผมตวาดเขาไปเยอะมาก ผมกลั้นใจไม่มองหน้าเขาเพราะผมอารมณ์เสีย ผมพยายามระงับอารมณ์ไว้ให้ได้มากที่สุดแต่ยิ่งเห็นเขาเซ้าซี้ถามนู้นถามนี้ผมก็เริ่มรำคาญ
“จะไปไหนก็ไป!”
ทุกครั้งที่เราทะเลาะกันมันมักจะเกิดจากเรื่องเด็กๆที่ชาวบ้านทั่วไปคิดว่ามันเป็นเรื่องเล็กๆ เราไม่เคยทะเลาะกันเพราะความบาดหมางเหมือนเพื่อนผู้ชายทั่วไป แต่เราทะเลาะกันด้วยเรื่องปัญญาอ่อนนี้ล่ะ .. ผมแก้นิสัยเด็กเอาแต่ใจตัวเองไม่ได้ ผมรู้นะว่ายูชอนเหนื่อยมากที่ต้องคอยรับมือกับคนอย่างผมที่เอาแต่ด่าเขาโขกสรรพเขาเหมือนสัตว์เลี้ยงเชื่องๆตัวหนึ่ง
ประโยคนี้ชางมินเปรียบเปรยให้ฟัง
ตอนนั้นผมสะอึกจนพูดไม่ออก ชางมินไม่ค่อยพอใจที่ผมชอบว่ายูชอนในเรื่องต่างๆ ชางมินยังคงสนิทกับผมเหมือนเดิม เราเป็นเพื่อนที่เฮฮากันมากคุยกันได้ทุกเรื่อง แต่ว่า..เรื่องที่ผมไม่สบายใจหรืออยากจะระบายเรื่องไร้สาระผมกลับนึกถึงยูชอนเป็นคนแรก
ชางมินไม่ค่อยว่างรับโทรศัพท์ เพื่อนของผมคนนี้บ้าเรียน ผมก็เลยปล่อยๆเขามาจับยูชอนไว้แทน .. ประโยคนั้นของชางมินสะกดให้ผมนิ่งและคิดตาม ผมลองถามยูชอนเล่นๆว่าเบื่อผมหรือยัง ...ไม่ชอบใช่ไหมที่ผมทำตัวเหมือนเด็กแบบนี้
ผมไม่รู้ว่าผมคาดหวังกับคำตอบของยูชอนมากน้อยแค่ไหน..แต่ลึกๆแล้วผมก็แค่อยากรู้ความจริงจากใจเขาเท่านั้นเอง...เราคุยโทรศัพท์กันทำให้ผมไม่เห็นสีหน้าที่แสดงออกของเขาว่าเป็นเช่นไร เขาเงียบอยู่หลายอึดใจก่อนจะตอบด้วยเสียงทีเล่นทีจริงว่า
“ทำไม..นายเป็นแบบนี้ก็น่ารักดีออก” เขาตอบไม่ตรงคำถาม เขาตอบเหมือนขอไปที เขาตอบเหมือนไม่ใส่ใจ ตอนนั้นผมก่นด่าเขาอยู่ในใจ ผมรู้นะว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้มันทำให้เขารู้สึกลำบาก ผมพยายามแก้ไขและพยายามที่จะไม่ทำให้เขารำคาญจนมากเกินไป
แต่..ไม่รู้สิ..ทุกครั้งที่ผมได้อยู่กับเขานิสัยแย่ๆแท้ๆของผมมันจะเปิดเผยออกมาจนผมรู้สึกได้ พอเกิดเรื่องขึ้นผมก็เพิ่งจะสำนึกว่ายูชอนคงอึดอัดอยู่ไม่น้อย .. แต่ปากผมก็หนัก ผมให้เขารู้สึกผิดอยู่คนเดียวเสมอ ผมทำเหมือนกับว่าผมไม่แคร์เขาทั้งๆที่จริงๆแล้วผมแคร์ความรู้สึกของเขาตลอด
มันเกินจะรับไหว....ผมไม่เข้าใจตัวเองมากขึ้นกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป ผมอยากยึดตัวเขาให้อยู่กับผม สนใจแต่ผม แล้วก็ดูแลแค่ผม ผมเรียกร้องความสนใจ ทำตัวน่ารักน่าสงสารให้เขาคอยอยู่ข้างๆผม..ผมว่าผมประสาทไปแล้วแน่ๆ แต่ที่ผมทำผมก็ไม่ได้คิดอะไร ผมแค่รู้สึกว่าอยากทำ อยากให้เขาทำเพื่อผม ทำตามใจผม ทำตามที่ผมต้องการ
ผมขอเขามากไปไหม...ผมขอให้เขาอย่าทิ้งผม..ทั้งๆที่ผมเองตั้งหากที่คอยทิ้งเขา
ผมรู้นะว่าตัวเองงี่เง่าระดับไหน..แต่นิสัยนี้ผมเปลี่ยนตัวเองไม่ได้อีกแล้วตั้งแต่ที่ผมคบกับยูชอน...ผมทำตัวเป็นเด็กเอาแต่ใจก็ต่อเมื่ออยู่กับเขา มันอาจจะดูน่ารักบ้างในบางครั้งผมไม่รู้หรอกแต่ผมก็ชอบทำเพราะมันทำให้ยูชอนยิ้มแบบ...แบบอ่อนโยน
ยูชอนชอบหัวเราะเบาๆแล้วลูบหัวผม ตอนนั้นผมไม่คิดอะไรแต่พอนานไปเพื่อนต่างกลุ่มเริ่มมองว่าพวกเราสองคนแปลกๆ ผมกับเขาเรากอดกันได้แบบไม่ต้องคิดอะไรมาก แทบจะหอมแก้มกันเวลาไม่เจอหน้าวันหยุดเสาร์อาทิตย์ เขาแทบจะกระโดดทับตัวผมในวันที่ผมเพิ่งออกจากโรงพยาบาลและผมแทบอยากจะโดดตีหน้าผากเขาตอนที่เขาทำตัวน่ารักน่าแกล้งให้ผมดู
การแสดงออกอาจทำให้ใครหลายคนเข้าใจผิดนะผมว่า เพราะผมกับเขาเราสนิทกันอย่างบริสุทธิ์ใจเพราะงั้นจะทำอะไรผมจึงไม่ค่อยแคร์ ฮ่าๆ ผมไม่แคร์ขนาดที่ว่าใครจะคิดว่าผมเป็นไงก็ช่าง ผมไม่สน จะให้เพื่อนผู้หญิงที่แอบชอบยูชอนเข้าใจว่าผมกับเขามากกว่าที่ทุกคนคิดนั้นก็ไม่เห็นเป็นไร ผมไม่สนใจอยู่แล้ว...เพราะลึกๆ..ผมต้องการฉุดรั้งยูชอนไว้
เราไม่เคยพูดถึงอดีตรักที่มันจบลงไปแล้วกันเลยสักครั้ง และเราก็ไม่เคยคิดจะมองหา....ไม่สิ...ผมไม่เคยคิดจะมองหาอะไรทำนองนั้นอีกแล้ว ผมไม่รู้ว่ายูชอนกำลังแอบชอบใครอยู่หรือเปล่า เราไม่เคยคุยกันเรื่องนี้สักครั้ง จะมีก็ครั้งหนึ่งที่เขาชมว่ารุ่นพี่ที่โรงเรียนสวยเหมือนดารา
ตอนนั้นผมรู้สึกตึงๆแล้วผมก็บอกเสียงเรียบๆไปว่า
“ฉันไม่เห็นใครจะสวย”
ผมพูดไปแบบนั้นและก็ดูเหมือนว่ายูชอนจะอึ้งเล็กน้อย ผมไม่เคยได้ยินชื่อคนอื่นหลุดออกจากปากเขาตั้งแต่ครั้งนั้น มันเหมือนกับว่าโลกนี้มีแค่ผมกับเขาอยู่สองคน ... แต่ผมก็เอาเปรียบเขาจนได้...เมื่อผมดันชอบนักร้องกลุ่มหนึ่ง ผมพูดให้เขาฟังทุกวันโดยที่ตัวเองไม่เบื่อ
ผมคิดนะว่าเขาคงไม่อยากรับรู้แต่ตอนนั้นผมยัดเยียดให้เขารู้เท่าที่ผมต้องการ .. ผมไม่ปิดบังอะไรเขาแม้แต่น้อย ความรู้สึกอ่อนไหวงี่เง่าหรือปัญญาอ่อนในตัวผมเขารับมันไปเต็มๆคนเดียว
และดูเหมือนว่าจะมีแค่เขาคนเดียวที่รับตัวตนแย่ๆของผมได้
ตลกดีไหมล่ะ?
เมื่อผมเปิดใจแต่เขากลับไม่เคยเปิดเผยอะไรให้ผมได้รู้บ้างเลย
ผมโกรธเขานะ..โกรธที่เขาชอบเงียบไปเฉยๆ ผมไม่ชอบเลยที่ระหว่างเราจะมีอะไรบางๆมาปกคลุมไว้ สายตาเขาที่มองผมบางครั้งก็เหมือนต้องการจะสื่อถึงอะไรสักอย่างที่ผมพยายามจะทำความเข้าใจ ยูชอนดูทรมานดูเหมือนว่าเขาอยากจะพูดแต่กลับพูดมันออกมาไม่ได้ เขาดูเหมือนคนที่เก็บอะไรหลายอย่างไว้ในใจมากมายจนเพื่อนอย่างผมเริ่มรู้สึกหงุดหงิด..อีกแล้ว...ผมถามเขาว่าเป็นอะไร..แต่เขากลับบอกว่า
“เปล่า”
เขาเห็นผมเหมือนคนโง่งั้นเหรอ? เห็นว่าผมไม่มีสมองหรือไง? หน้าเขามันเครียดซะขนาดนั้น บูดซะขนาดนี้เขายังบอกกับผมว่าไม่มีอะไรอีกหรือไง?
ผมโกรธเขา..รู้ไว้เลยว่าผมโกรธเขามากที่ขนาดนี้แล้วเขายังไม่เคยเล่าความทุกข์ในส่วนของเขาให้ผมฟัง
ผมอยากรับรู้ ผมอยากให้เราแบ่งปันความรู้สึกทุกข์สุขให้เท่าเทียมกันไม่ใช่แต่ผมที่คอยโยนให้เขาแล้วปล่อยให้เขาอมอยู่กับความรู้สึกนั้นคนเดียว...แต่ก็ดูเหมือนว่าผมไม่ใช่คนสำคัญพอ...เขาถึงไม่มั่นใจให้ผมรับรู้สักที
ผมทำตามที่เขาต้องการ..ผมไม่ใส่ใจเขาเพราะเขาบอกว่า “เดี๋ยวสักพักก็หาย” .. ผมทำตามเขาแล้วดูเหมือนทุกอย่างก็หายไปเหมือนที่เขาพูด ผมพยายามทำใจยอมรับและละเลยต่อสายตาหรือความรู้สึกต่อยูชอนบ่อยครั้ง..เพื่อเขา
ผมแอบน้อยใจนะ หงุดหงิดมากด้วยที่เขาชอบตีหน้าเศร้าแล้วไม่พูดไม่จา..
ปัญหาของนายมันโลกแตกหรือไงจะพูดก็ไม่พูด!
โกรธ..ตอนนี้ในหัวผมมีแต่โกรธเขา...ผมเดินลงบันไดทั้งๆที่ยังก่นด่ายูชอนไม่จบไม่สิ้น วันนี้ชางมินมาโรงเรียนสาย บ้านอยู่ไกลก็งี้ เย็นนี้ผมคงต้องกลับบ้านคนเดียวอีกครั้งเพราะยูชอนกับผมเรายัง..ไม่ได้คุยกัน..
“เห้อ...”
ผมรู้สึกแปลกๆทุกครั้งที่อยู่ใกล้เขา ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นตอนไหนแต่ผมกับเขาเราคุยกันโดยไม่สบตา เพียงแค่คำพูดที่เราถ่ายทอดให้กันส่วนสายตามันอีกช่วงเวลาหนึ่งที่เราจะมอบให้แก่กัน .. ผมรู้สึกผิดปกติเมื่อวันหนึ่งยูชอนจ้องผมแบบไม่ละสายตาไปไหน สาบานได้เลยว่าผมไม่ได้คิดไปเอง ผมนั่งทำงานและเขาก็นั่งทำงาน เราต่างมีงานเป็นของตัวเองแต่เขากลับ
กลับเอาแต่นั่งจ้องผม!
ผมเงยหน้าด้วยอาการหงุดหงิดเล็กน้อย...แล้วผมก็ถามเขาว่า
“จ้องหน้าฉันทำไม?”
เขายิ้ม...ยิ้มแบบแปลกๆ สายตาของเขาดูหวานเยิ้มจนผมขนลุก ผมรีบส่ายหน้าแต่เขาก็ไม่ละไปไหน ยูชอนเรียกชื่อผมด้วยเสียงที่ยานคราง หลายครั้งจนผมรำคาญ .. เขาเชิดริมฝีปากอิ่มๆของเขาให้ดูน่ารักแบ๊วๆเหมือนตอนที่เขาอยากอ้อนผมหรือขออะไรสักอย่าง ผมเริ่มวางตัวไม่ถูก หัวใจของผมเริ่มเต้นไม่เป็นส่ำ เขาบ่นพึมพำเบาๆก่อนจะขอด้วยเสียงไม่เต็มเสียงนั้นว่า
“กอดหน่อยได้ไหม?”
ตอนนั้นผมตัวแข็งทื่อ ไม่รู้เพราะอะไรทั้งๆที่เรากอดกันบ่อยครั้งแต่หลังจากที่คนทักว่าเราเหมือนแฟนมากกว่าเพื่อนผมก็เริ่มทิ้งระยะห่างและสร้างช่องว่างมากขึ้น..ถึงแม้จะเคยพูดว่าไม่สนและไม่แคร์ แต่เอาเข้าจริงๆผมกับเขาก็เพศเดียวกัน..ทำอะไรที่มันส่อและล่อแหลมผมก็ไม่ควรจะทำมันจนมากเกินไป
ตอนนั้นผมชั่งใจก่อนจะตีหน้าบูดแล้วพยักหน้าสองสามที เขาดูดีใจมากยิ้มปะเหลาะผมซะไม่มี เห็นแบบนั้นผมก็หมั่นไส้ เขาเป็นคนที่ทำให้ผมยิ้มได้มากที่สุดแล้วก็ทำให้ผมโมโหเขาได้มากที่สุดบางเวลา
แต่เวลานั้นผมหมั่นไส้เขา...หมั่นไส้ใบหน้าเอิบอิ่มเปล่งปลั่งนั้น...แต่ผมก็ต้องยอมรับว่าเกลียดใบหน้าของปาร์คยูชอนตอนบูดบึ้งมากกว่า
เขารอให้ผมกอดก่อน เหมือนเขาจะรอคอยช่วงเวลานี้มาแสนนาน เขากอดผมไม่ปล่อยรัดผมจนแน่น และผมเองก็กอดเขาแน่นเหมือนกัน ตัวของผมและเขาต่างกันไม่มาก แต่ยูชอนจะหนาและสูงกว่านิดหน่อย...ย้ำนะว่านิดเดียว ... ผมกอดเขาแค่แปปเดียวแหละเพราะผมรู้สึกถึงสายตาแปลกๆ..เขาคงไม่อายทำหน้าไม่พอใจใส่ผมอีกแน่ะ ผมเริ่มหมั่นไส้เขาขึ้นมาจริงๆ ยูชอนเริ่มอ้อนอีกแล้ว
ได้คืบจะเอาศอก
“นายจะจูบฉันเลยไหมล่ะ!”
ตอนนั้นผมพูดประชดเพราะหมู่นี้เขาเริ่มลวนลาม..เอ่อ..ไม่รู้สิ เขาชอบกอดเอวผม มันรู้สึกแปลกๆไหมล่ะในเมื่อผมเป็นผู้ชายแล้วมีผู้ชายที่เป็นเพื่อนมาลูบๆคลำๆ .. ยูชอนยังชอบนั่งเบียดผม..เบียดไม่ได้ก็ขอให้ได้ซบ แตะเนื้อต้องตัวจนผมชักจะทนไม่ไหว
ผมเลยพูดประชดใส่เขาไปซะเลยเพราะยูชอนคงไม่กล้าทำหรอก
แต่เขาก็หน้าไม่อาย ไม่สะทกสะท้านแล้วบอกว่า
“เอาดิ”
ผมอยากจะบ้า...ลืมไปว่าพื้นเพที่บ้านเขาเติบโตจากต่างประเทศเรื่องแบบนี้เขาคงไม่คิด...ผมโง่เองแหละที่ไปชี้โพรงให้เขานับจากวันนั้นเขาก็ตอแยผมว่า
“จูบหน่อย”
เหอะๆ ขนลุกเป็นบ้า ยูชอนชอบทำตัวแปลกๆ แต่ก็เป็นที่รู้กันว่าผมกับเขาแค่เล่นๆกัน..
แล้วผมจะนึกถึงวันวานทำไม..จูบงั้นเหรอ?...เราไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย ผมหงุดหงิดตัวเองชะมัดที่คิดแต่เรื่องไร้สาระ พอเวลาทะเลาะกันทีไรผมจะนึกแต่เรื่องดีๆที่เกิดขึ้นระหว่างเรา ..ผมคงขาดยูชอนไม่ได้แล้วจริงๆ
“.............”
แต่ผมก็จะใจแข็ง..เมื่อเผชิญต่อหน้าเขาในช่วงเวลาแบบนี้...ผมเมินหน้าหนีเขาตามสัญชาตญาณในตัวผมที่สั่งให้ทำ ผมทำเหมือนกับว่าเขาไม่ได้อยู่ในกรอบสายตาของผม ผมเดินลงบันไดที่ละขั้นแล้วเขาก็ก้าวขึ้นมาเพื่อสวนทางกับผม...
ยูชอนดูอารมณ์เสียมาก ระหว่างที่เราสวนกันเสี้ยววินาทีนั้นยูชอนจับแขนผมอย่างแรงก่อนที่เขาจะเขย่าตัวผมเพราะความโกรธเคือง
“นายเป็นอะไรกันแน่..อยากให้เป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆใช่ไหมห๊า...มีอะไรก็พูดมาซิทำไมไม่รู้จักพูดบ้างเล่า”
เขาตะโกนใส่หน้าผม แต่ผมไม่รับฟัง ผมมองหน้าเขาด้วยสายตาที่คิดว่าเย็นชาสุดชีวิต ดูเขาพูดสิ...เขาตั้งหากที่ไม่เคยไว้ใจผม ตอนนี้ผมไม่สนใจใครหน้าไหนทั้งนั้น ผมสะบัดมือเขา
“คิมจุนซู...”
เสียงเขาฟังดูร้าวราน ผมไม่รู้ว่าเขากำลังรู้สึกแบบไหนแต่ตอนนี้ผมเจ็บไปหมด ผมไม่มีแรงแม้กระทั่งจะเปล่งเสียงพูด ผมกลัวตอนที่เขาโมโห ผมไม่ชอบให้เขาอารมณ์เสียใส่ผม..แต่เขาทำมันแล้ว เสียงต่ำๆของยูชอนตะโกนก้องจนผมรู้สึกเจ็บจุก ผมกลั้นน้ำตาเงยหน้าขึ้นมองเขา...ยูชอนมองผมเช่นกัน
“บางครั้งฉันก็อยากตายๆให้พ้นหน้านายไปซะ”
ผมเกลียดประโยคนั้นของเขา..ผมไม่ได้มีความสำคัญขนาดที่จะเอาตัวเขามาล้อเล่นกับชีวิต ผมเริ่มโกรธยูชอนอีกครั้งแล้วก็พูดกระแทกไปว่า
“จะไปตายที่ไหนก็ไป..”
เหมือนตัวของยูชอนโงนเงนเพราะแรงสะบัดที่ข้อมือของผม ตัวเขาอยู่บันไดขั้นที่ต่ำกว่า และผมก็อยากจะผลักไสเขาให้ออกไปไกลๆจากตัวผมตอนนี้ สายตาผมเริ่มพร่ามัวจับภาพของยูชอนไม่ได้ การเคลื่อนไหวทุกอย่างราวกับถูกตั้งเวลาให้อยู่ในโหมดสโลโมชั่น มือของยูชอนที่จับผมไว้หลุดหวือจากแรงผลักก่อนที่ความโงนเงนนั้นจะวูบหายไป
..
หูผมอื้อจนไม่ได้ยินเสียงกรีดร้องของนักเรียนหญิง กระบอกตาของผมกระจ่างชัดอีกครั้งเมื่อม่านน้ำตาได้ถูกกำจัดหายไป..ผมค่อยๆก้มหน้าลงมอง ยูชอนที่ลื่นล้มเพราะผมนอนสลบอยู่กับบันไดขั้นสุดท้าย ที่หัวของเขาที่เลือดไหลทะลักอยู่เต็มไปหมด มือของผมสั่นพร่าขาของผมแข็งเป็นหิน..แต่ชั่ววินาทีนั้นเอง
“ยูชอน!...” ชางมินตะโกนเสียงดังก่อนจะเข้าไปหายูชอนแล้วรีบพาเขาไปห้องพยาบาล
.
.
ผมมั่นใจว่าวันนี้เราคงจะคุยกันได้รู้เรื่อง...ผมจะใจเย็นและยอมรับผิดในเรื่องที่เกิดขึ้นกับจุนซูทุกอย่าง .. ผมไม่โทรหาเขาเพราะผมเดาได้ว่าเขาจะอยู่ที่ไหน...ผมรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับจุนซูล่ะ..จนถึงทุกวันนี้ผมก็ยังหาสาเหตุที่เราทะเลาะกันไม่ได้อยู่ดี
เอาเถอะจะเรื่องอะไรก็ช่างผมเป็นคนผิดก็ได้วะ...ในเมื่อมันถูกกำหนดแบบนั้นมาตั้งแต่ต้น
ตอนนี้ผมเจอจุนซูแล้ว
แต่เขาเหมือนจะไม่สนใจผม .. ผมอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหงุดหงิดและไม่พอใจ ผมสบถกับตัวเองเสียงดังและอยากให้จุนซูได้ยินด้วยเขาทำหน้าไม่พอใจใส่ผม
ผมอยากถามเขาว่า
“นายคนเดียวหรือไงที่ไม่พอใจเป็น” แต่ผมก็ไม่ได้พูดเพราะถ้าผมพูดออกไปทุกอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้อาจะไม่เหมือนเดิม ผมเลือกที่จะระงับอารมณ์ของตัวเอง เก็บมันไว้และเรียนรู้กับการอดทนนี้ให้มากขึ้น ผมหายใจเข้าช้าๆก่อนจะมองหน้าของเขา...ผมรอให้เราใจเย็นแล้วสบตากัน ... แต่มันก็ไม่ใช่แบบนั้น จุนซูไม่แม้แต่จะมองหน้าผม เขาเมินเฉยจนทำให้ผมเย็นต่อไปไม่ไหว อย่าถามว่าตอนนี้ผมกำลังรู้สึกอย่างไรเพราะผมอธิบายมันออกมาได้ไม่หมดแน่ ผมมองจุนซูด้วยความรู้สึกหงุดหงิดเพิ่มขึ้น ตอนนี้เรากำลังจะทะเลาะกัน..รุนแรงกว่าทุกครั้ง
ดวงตาของผมมันพร่าเลือนจนมองไม่เห็นอะไรทั้งนั้น ผมครูดเสียงผ่านลำคอเปล่งประโยคแสบๆคันๆให้จุนซูได้รู้สึกเจ็บ แต่เขาก็ตอบสนองผมเพียงแค่หางตาแล้วสะบัดมือผมอย่างแรง..มีหลายเหตุผลที่คนอยากตายในชีวิตนี้ แต่ในหัวใจที่เจ็บจุกของผม..ผมอยากตายเพราะหนีความรู้สึกที่มีแต่เขา ผมพูดออกไป ผมอยากให้เขารู้ตั้งแต่ตอนนี้เลยด้วยซ้ำว่าทุกครั้งที่เขาทำเป็นไม่สนใจทำเหมือนกับว่าผมคือเพื่อนทั่วไปนั้นมันทำให้ผมเจ็บ..เจียนตาย
ผมไม่ได้อยากตายเพราะเขา..แต่ผมอยากตายเพราะความรัก..รักที่เป็นอื่นไม่ได้นอกจากเพื่อน .. ผมลืมจุนซูไม่ได้แน่ ๆสายตาของเขาคือสิ่งที่ผมเลือกที่จะมองมันและอยากให้เขาหันมามองเห็นผมบ้าง .. ผมรู้สึกเจ็บปวดจริงๆ..เจ็บจนเริ่มชา..ใช่มันชาไปทั้งตัวเลยล่ะ แข้งขาของผมเริ่มไร้เรี่ยวแรง ตอนที่เขาสะบัดมือผมแล้วผมก็ปล่อยตัวเองไปตามแรงโน้มถ่วงนั้นผมรู้สึกได้เลยว่าตัวผมไหววูบเหมือนถูกใครฉุดให้ล้มจากด้านหลัง
ผลั่ก!
กระบอกตาของผมสั่นอย่างรุนแรงจนภาพของจุนซูที่ผมมองนั้นกระตุกสั่น ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ตัวผมที่ตกลงมานั้นเหมือนกำลังดำดิ่งสู่ที่ไหนสักแห่ง...ก่อนที่กาลเวลารอบตัวผมจะหยุดหมุน.. ในหัวสมองของผมขาวโพลนหากจิตใจที่ยึดติดกับตัวเพื่อนรักพร้อมๆกับความรู้สึกที่เจ็บลึกอยู่ภายในนั้น ผมก็ได้แต่ภาวนาให้ความทรงจำนั้นถูกลบออกไปเสียที
.
.
“ขอทางด้วยค่ะ..!” เสียงของพยาบาลสาวพร้อมเตียงคนไข้เคลื่อนตัวไปพร้อมๆกันตั้งแต่รถพยาบาลฉุกเฉินจอดที่ประตูโรงพยาบาล จุนซูกระโดดลงมาพร้อมๆกับชางมินที่ตามหลังมาติดๆ เขากึ่งวิ่งกึ่งเดินตามเตียงเข็นที่มีร่างของเพื่อนรักนอนอยู่ จุนซูไม่ใส่ต่อน้ำตาที่กำลังรินไหล อะไรจะมาสู้ความรู้สึกบีบอกในตอนนี้ได้ ยูชอนที่นอนอยู่นั้นทำให้หัวใจของเขามันร้าวขึ้นที่ละน้อยแต่ยังคงไม่แตกสลายทั้งๆที่จุนซูอยากให้มันเป็นแบบนั้น
คุณพยาบาลเข็นรถตรงดิ่งเข้าห้องฉุกเฉินก่อนจะบอกให้พวกเขารออยู่ข้างนอกตามระเบียบ ..
“จุนซู..” เสียงชางมินรั้งเพื่อนร่างเล็กที่นัยน์ตาเลื่อนลอยให้กลับมา จุนซูโผเข้ากอดชางมินแน่นปล่อยโฮออกมาจนไม่เหลือสภาพคนที่ชอบทำตัวเข้มแข็ง ร่างสูงไม่พูดอะไรกอดกระชับเพื่อนให้แน่นกว่าเก่าโดยไม่มีแม้แต่คำถาม
ก่อนหน้าที่จะเกิดอุบัติเหตุชางมินไม่รู้อะไรเลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับสองคนนี้ เสียงกรีดร้องของนักเรียนหญิงดังขึ้นมา ไม่ว่าใครๆก็อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เขารีบกระโดดขึ้นบันไดต่อสู้กับเพื่อนนักเรียนด้วยกันจนกระทั่งพบเพื่อนรักคิมจุนซูมองอยู่โดยที่เพื่อนนักเรียนกำลังรุมล้อมเขา .. นัยน์ตากลมใสนั้นเบิกโพลงพร้อมๆกับก้มลงไปอีกที่ตำแหน่งหนึ่ง .. ชางมินค่อยๆเลื่อนสายตามองไปยังทิศทางนั้นก่อนจะพบกับเพื่อนเขาอีกคน
เหมือนยูชอนจะกลิ้งตกบันไดจนสลบ เสียงเรียกชื่อยูชอนของเขาทำให้จุนซุได้สติแล้ววิ่งเข้ามาประคับประคองเพื่อนร่างสูงอีกแรง ครูที่ห้องพยาบาลรีบโทรแจ้งทางโรงพยาบาลทันทีเมื่อตรวจอาการแล้วพบว่าแผลที่ศรีษะจำเป็นต้องเย็บ .. เนื้อตัวของจุนซูสั่นเทาตั้งแต่วินาทีนั้น เสียงสะอื้นไม่เพียงพอต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“ใจเย็นๆนะ..” เขาพูดออกไปแต่ก็คงไม่มีทางเป็นไปได้ จุนซูกอดเขาแน่นขึ้น ซบลงเบียดหน้าเข้าหาอกเพื่อนรัก
“...............”
ยูชอนใช้เวลาทำแผลอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมงก่อนที่คุณหมอจะผลักประตูห้องฉุกเฉินออกมา มองหน้าเด็กหนุ่มทั้งสองที่ต่างพร้อมใจกันลุกขึ้นยืน สายตาของคุณหมอมองเขาแลดูอ่อนโยนและเป็นกันเอง
“ไม่มีคุณครูมาด้วยหรอกหรือ?”
พวกเขาสองคนแทบจะลืมไปเสียสนิท อยู่ๆคุณครูที่ไม่รู้ไปอยู่ที่ไหนหรือเป็นเพราะว่าเขาสองคนไม่สนใจตั้งแต่แรกวิ่งเข้ามาถามไถ่อาการของปาร์คยูชอน
“ดิฉันไปติดต่อญาติของเด็กอยู่นะค่ะ”
“อ่อ..ครับ..หมอเย็บแผลที่แตกให้เรียบร้อยแล้วแต่คงต้องให้ผู้ป่วยพักฟื้นนะครับ เขาไม่ได้สติตั้งแต่ที่โรงเรียนใช่ไหมครับ?”
“ค่ะ..”
“งั้นหมอคงต้องตรวจดูอาการอีกทีนะครับ เพราะว่าศรีษะของเขาคงได้รับการกระแทกอย่างแรงโดยปกติแล้วถ้าคนเราสลบไปประมาณครึ่งชั่วโมงหรือหนึ่งชั่วโมงน่าจะฟื้นได้แล้ว...แต่นี่คนไข้ยังไม่ฟื้นขึ้นเลย..เป็นไปได้ว่าเลือดอาจจะคลั่งอยู่ในสมอง...”
“.......เอ่อ...แผลใหญ่หรือเปล่าครับคุณหมอ?” ชางมินเอ่ยแทรกระหว่างที่ผู้ใหญ่สองคนกำลังสนทนากัน เขายิ้มแห้งๆให้คุณหมออีกครั้ง
“ค่อนข้างใหญ่นะ หมอเย็บไปสิบเอ็ดเข็ม”
ทั้งจุนซูและชางมินกลืนน้ำ
ลายลงคอแบบไม่ต้องขออนุญาตใคร .. หลังจากนั้นคุณหมอก็ขอตัวหลังจากที่บอกให้คุณครูช่วยติดต่อเรื่องญาติผู้ป่วย
“ชางมินจ๊ะจุนซูจ๊ะ..พอจะมีเบอร์บ้านของยูชอนไหม?”
ชางมินส่ายหน้าแต่กลับหันไปทางเพื่อนรักของเขา
“มะ..มีครับ...แต่เขาอาศัยอยู่กับป้า...แล้วผมก็คิดว่าป้าเขาคงจะออกไปทำงานตอนนี้”
“...อื้ม...งั้นหรอจ๊ะ...”
จุนซูพยักหน้าก่อนที่คุณครูจะเอาเบอร์ไปติดต่อเอง ... ตัวของจุนซูสั่นเทาจนชางมินรู้สึกได้ ครูของเขาฝากดูแลยูชอนอีกทีซึ่งพวกเขาก็ไม่มีปัญหา หลังจากนั้นไม่นานคุณครูก็เดินจากพวกเขาไปเพื่อจัดการเรื่องต่างๆ
“..ฮึก...ชางมิน..” จุนซูเริ่มร้องไห้อีกแล้ว ร่างเล็กเกาะเกี่ยวมือหนาต่างขนาดไว้แน่น ท่าทางดูอ่อนแอโงนเงนนั้นทำให้ชางมินรู้สึกปวดใจไปด้วย เขาไม่มีคำพูดปลอบเพื่อทำให้จุนซูหายเศร้าเสียใจเขาไม่รู้ว่าจะทำวิธีไหนให้น้ำตาของเพื่อนเขาหยุดไหลเสียที
ครั้นจะบอกว่า “นายไม่ผิดหรอกจุนซู” ก็ดูจะโกหกได้ร้ายกาจไปหน่อย เมื่อเจ้าตัวเป็นคนพูดเองว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือใคร ... ตอนนี้จุนซูคงกำลังโทษตัวเอง กลัวไปต่างๆนานาว่าจะเกิดอะไรขึ้นมันยูชอนไหม
“ใจเย็นๆน่ะจุนซู” เขาพูดเสียงเบาพลางรั้งศรีษะกลมให้ซบลงที่บ่า จุนซูบีบไหล่เขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า..ทำไมเขาจะไม่รับรู้ถึงความเจ็บปวดนั้น
TBC.
AN : งานรัดติ้วแต่ก็ยังมีอารมณ์อยากอัพ เอิ๊กๆ ทุกอย่างกำลังจะผ่านไปได้ด้วยดี อิอิ

โหยหวน ....
สงสารปาร์ค แต่น้องก้น่าสงสารไม่แพ้กัน
เพราะความไม่เข้าใจกันแท้ๆเลย
ถ้าใครซักคนยอมพูด อะไรๆก็คงจะดีกว่านี้
#1 By izzu (58.8.177.87) on 2009-11-08 23:17