[FIC] 'THE' secretary. 07

posted on 21 Aug 2012 00:53 by zensedayz in THE-secretary directory Fiction

Title :  ‘THE’  SECRETARY

Author : zensedayz

Category : AU / ROMANTIC / COMEDY 

Rate : PG -13   / R 

Pariring : Yunho x Jaejoong

AN : อาจมีภาษาไม่สุภาพและคำหยาบปรากฏในฟิคเรื่องนี้นะคะ

 

 
 
 
07.
 

            ……….. ปวดหัว…………

ความรู้สึกหนักอึ้งบนศีรษะทำให้เกิดความรู้สึกอยากเปิดเปลือกตาทว่าไม่อาจขยับได้นอกจากกระพริบตาเป็นจังหวะถี่ๆ  ประสาทหูมาก่อนเป็นอันดับแรก ได้ยินเสียงดังหึ่งๆของแอร์คอนดิชั่น ลำดับถัดมาจึงเป็นกลิ่นหอมอ่อนๆที่ติดอยู่บนผ้าปูที่นอน

ความนุ่มลื่นและหนานุ่มจนถอดใจที่จะเปิดเปลือกตา ตัดสินใจพลิกกายไปที่อีกฝั่งด้านข้างเป็นการหันหลังให้แสงอาทิตย์ที่แยงลอดม่านตาด้วย … ได้ผล… กำลังนอนเคี้ยวน้ำลายและทำท่าจะจมไปกับห้วงอารมณ์ที่แสนหวานอีกครั้งแต่จู่ๆ

“คุณแจจุุง…” เสียงเรียกที่ไม่ดังไม่เบาด้วยชื่อเขาแว่วมาจากที่ไกลๆ ทุ้มต่ำ ทรงเสน่ห์ แต่คุ้นหูชอบกล แจจุงขมวดคิ้วแต่ก็พยายามไม่นึกคิดอะไร ส่วนหนึ่งเพราะปวดหัวเป็นทุนเดิมอยู่แล้วเลยไม่คิดใส่ใจต่อเสียงเรียกที่ดูจะดังขึ้นจากเดิม และแฝงไว้ด้วยความรู้สึกหลากหลาย แจจุงนอนพลิกด้านข้างท่าทางกระสับกระส่ายจึงไม่อาจเห็นอะไรหลายๆอย่างที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ยุนโฮกุมขมับ ดันแว่นกรอบกลมให้พาดบนสันจมูกโด่ง เป็นเช้าวันเสาร์ที่เขาปลุกเจ้านายคนเก่งนานเกือบสิบนาที

เริ่มต้นตั้งแต่เคาะประตูหน้าห้องนอนก่อนหน้านั้นยังทำใจกับตัวเองที่ประตูหน้าห้อง เคาะจนข้อนิ้วเจ็บเลยตัดสินใจเปิดประตูเข้ามาแทน ได้กลิ่นอ่อนๆซึ่งเป็นเอกลักษณ์มันอวอวลอยู่แทบทุกมุมห้องยุนโฮเพิ่งรับรู้ ไม่มีกลิ่นใดๆเจือปน เป็นกลิ่นหอมของเจ้าตัวอย่างแน่แท้ สะอาด ให้ความรู้สึกเย็นสบายยามสูดดม ยุนโฮปัดทิ้งความคิดฟุ้งซ่านขณะเดินเข้ามาใกล้เตียงนอนใหญ่กลางห้อง จ้องมองร่างบางที่นอนหลับสนิทอยู่ภายใต้ผ้าห่มผืนหนา พลันความรู้สึกร้อนวูบวาบที่ใบหน้าก็แทรกเข้ามาแทนที่

แค่คิดถึงเรื่องเมื่อคืน…….

ชายหนุ่มจึงต้องเบือนหน้าหนีกลับแล้วเดินเลี่ยงไปสงบสติอารมณ์ที่ระเบียงหน้าห้อง จัดการรูดผ้าม่านผืนหนาออกพอให้แสงเข้ามาหันไปมองร่างเจ้านายที่พลิกกายหนีก็ทำให้อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเหนื่อยหน่ายใจขึ้นมา

ไหนสัญญาว่าจะตื่นเช้าไง?

พ่นลมออกทางจมูก ไม่ใช่ความหงุดหงิดมากมายแต่ด้วยนิสัยของตัวเขาเองที่พอมองอะไรไม่ได้ดั่งใจจะไม่ปริปากบ่นแต่จะเชิดปากขึ้นแล้วถอนหายใจดังๆหนึ่งที ท่าทางเหย่อหยิ่งแบบคุณชายถึงจะดูน่าหมั่นไส้มากแค่ไหนแต่กลับไม่เคยมีใครบ่นว่าเขา เพราะคนที่จะทำให้จองยุนโฮเป็นแบบนี้ได้ก็ต้องเป็นพวกสุดโต่งเท่านั้นแหละ

“คุณแจจุง…” เรียกซ้ำอีกครั้ง คราวนี้มีเสียงงึมงำในลำคอลอดออกมา เส้นผมสีดำเกือบสนิทยามต้องแสงจะดูทอประกายเป็นสีน้ำตาลมันวาว ดูนุ่มลื่นน่าสัมผัส ตัดกันกับดวงหน้าขาวใสไร้จุดบกพร่องที่นอนให้แดดลิ้มเลียผิวขาวสีน้ำนมอย่างเชื่องช้า ภาพที่มองดูแล้วเหมือนจะเห็นออร่าจากเจ้าตัวเป็นประกายวิ้งค์ๆ อดไม่ได้ที่จะรู้สึกชื่นชมคนตรงหน้าที่…..


เดี๋ยวนะ!!

คำๆนี้มันไม่ใช้กับผู้ชายด้วยกันนี่!

ยุนโฮแทบจะเอาหัวโขกข้างฝาให้สมองส่วนความจำเสื่อมไปบ้าง จะได้หยุดคิดบ้าบออะไรแบบนี้คนเดียว

คิดแล้วก็ถอนหายใจ

ในกรณีคิมแจจุง ไม่ใช่คนสุดโต่งเพียงอย่างเดียว…ยังเป็นพวกที่ไม่รู้จักกาลเทศะเป็นที่สุด

…..ทำไมต้องทำให้หัวใจมันเต้นแรงด้วยนะ…..

ไม่เข้าใจเลยจริงๆ

ยามคิดความฟุ้งซ่านก็บังเกิดราวระลอกคลื่น  ยิ่งสั่งให้หยุด ทุกอย่างก็ยิ่งเตลิดไปไกล เขาจึงงัดวิธีสุดท้าย หลับตาซะ จะได้ไม่เห็นอะไร จากนั้นก็เริ่มตั้งสติใหม่ด้วยการทำสมาธิ

นี่มาปลุกคนนนะ ไม่ใช่เข้าห้องสอบ

แม่ง…ยากชิปเป้ง!!

บ่นๆกับตัวเองแล้วลืมตาขึ้นใหม่หลังขจัดความฟุ้งซ่านออกไปจนเกือบหมด เดินเข้าไปใกล้เตียงอีกนิด ชะโงกหน้ามองผ่านเลนส์แว่นที่เห็นสีหน้าของอีกฝ่ายค่อนข้างชัดเจน ริมฝีปากสีแดงที่เผยอขึ้นน้อยๆ ดวงตาคู่กลมที่กำลังหลับพริ้ม ถึงจะดูใจร้ายไปเสียหน่อยที่ต้องปลุกในช่วงเวลาที่อีกฝ่ายท่าทางมีความสุข

แต่

หน้าที่ก็คือหน้าที่

“คุณแจจุง….” คราวนี้เพิ่มสัมผัสด้วยการเขย่าไหล่ แจจุงครางรับในลำคอก่อนจะพลิกตัวหนีอีกรอบ..

นี่!

หากไม่ติดอะไรหลายๆอย่างยุนโฮคงจับเจ้านายอุ้มไปเปิดที่ใต้ฝักบัวแต่เช้าแล้ว!!

แต่วิธีการดูป่าเถื่อนเอาแต่ใจใช่ย่อย สุดท้ายเลยได้แต่สะกิดด้วยท่าทางเกรงอกเกรงใจแบบนี้

อยากจะเขกกระโหลกเด็กดื้อสักรอบ บอกอะไรไม่เคยฟัง

“คุณแจจุง..ผมรู้ว่าคุณปวดหัว ตื่นมาทานยาสิครับ” บอกแบบนั้นแล้วก็เขย่าที่ไหล่อีกรอบ แจจุงพลิกตัวหนีอีก คราวนี้เริ่มลืมตาขึ้นมามอง…ปากกลมๆตุ่ยออกจนยื่นออกมาด้านหน้า กอปรกับคิ้วเรียวสวยที่จัดแต่งอย่างลงตัวบนโคลงหน้าขมวดมุ่น ใบหน้ายับยู่ที่ดูน่ารักเสียจน..

“อะแฮ่ม…” เผลอติดขัดในช่องคอเสียอย่างนั้น จองยุนโฮยืดตัวตรงขณะที่ปล่อยให้เจ้านายทำตัวเป็นเด็กพลิกตัวหนีภายใต้ผ้าห่มที่ห่อคลุมตัวเองจนตอนนี้กลายเป็นแยมโรลเป็นที่เรียบร้อย ยุนโฮขมวดคิ้วบาง ไอ้ก้อนแยมโรลที่พลิกกลิ้งไปที่อีกฝั่งของเตียง…มองดูแล้ว..น่ารักสิ้นดี

“ขออีกห้านาที…นะ” บ่นงึมงำออกมาก่อนจะหมุดหัวลงไปรูตรงกลาง คนมองได้แต่เบ้หน้าต่อการกระทำของชายหนุ่มอีกคนที่ความสูงกะด้วยสายตาน่าจะเกือบห้าฟุต แต่ทำตัวไม่ต่างจากเด็กห้าขวบ!!

จองยุนโฮอยากจะบ้า!!

.

.

.

แฮ่ก แฮ่ก! แฮ่ก ! ด….ดะ…..เดี๋ยว!”

เสียงหอบหายใจดังสะท้านจนคนที่นำเกมส์อยู่ต้องหันหลังกลับไปมอง ยุนโฮยกยิ้มน้อยๆ พร้อมกับผ่อนลมหายใจของตัวเองไปด้วย แจจุงเงยหน้ามองค้อนหนึ่งทีขณะที่หอบจนตัวโยน มือสองข้างวางไว้ที่เหนือเข่าขณะที่สูดลมหายใจอย่างเอาเป็นเอาตาย

“นะ..นาย…จะ..แฮ่ก..จะฆ่าฉันใช่มั๊ย?!” ท่าทางเอาเรื่องแบบนั่นไม่ได้ผลอะไรกับยุนโฮที่หยุดวิ่งแล้วเดินกลับมาหาร่างที่เล็กกว่าและบางกว่า ริมฝีปากสีแดงขึ้นสีสด รวมไปถึงใบหน้าที่แดงระเรื่อน่ามอง ไหนจะเม็ดเหงื่อที่เกาะพราวอยู่ทั่วทั้งใบหน้าและซอกคอ ยุนโฮเผลอมองตามเหงื่อเม็ดหนึ่งที่ไหลจากหน้าผากเกลี้ยงและสามารถรอดพ้นตอนที่เจ้าของยกมือขึ้นปาดเหงื่อปล่อยให้ไหลมาระเรื่อยจนถึงละคอขาวเนียน ก่อนจะตกไปที่ร่องอก

เฮือก!!

 

“บ้าเอ้ย! นี่มัน..แฮ่ก..บ้าชัดๆ!!” แจจุงสบถ ขณะล้มหงายหลังอย่างหมดสภาพเขาเหนื่อยจนแทบขาดใจ มองอีกฝ่ายอย่างขุ่นเคืองเพราะดูเหมือนไอ้คนหน้าหมี นิสัยไม่ดีตรงหน้ามันจงใจจะแกล้งเขา เห็นเขาตัวเล็กกว่า แรงน้อยกว่าหรือไงนะ ถึงได้มาท้าเรื่องพรรค์นี้?

คิดอย่างเจ็บแค้น แม้ในใจจะนึกคำด่าเป็นร้อยพันล้านแปดแต่เนื่องจากแค่หายใจคิมแจจุงยังรู้สึกเหนื่อยเพราะฉะนั้นตัดเรื่องที่จะเถียงผู้ชายหน้าหมี ไอ้เลขาจอมจุ้นจ้านไปได้เลย

มันเริ่มต้นที่เช้าวันเสาร์ที่ควรจะสงบสุขและแสนสบาย…

ห้านาที… แจจุงมุดเข้าใต้ผ่าห่มก่อนที่สองวินาทีถัดมาจะต้องกลิ้งตกหลุนๆจากเตียงนอนขนาดคิงไซส์ของตัวเอง มันเป็นเพราะว่าจองยุนโฮดึงปลายผ้าห่มด้านหนึ่งและปล่อยให้แจจุงหงายหลังก้นจ้ำเบ้าที่พื้นนะเซ่!!

คิดแล้วก็เจ็บก้นกบขึ้นมาโดยทันที มันใช้วิธีปลุกได้โหดร้ายและป่าเถื่อนที่สุด แจจุงอยากฟ้องม๊ามี๊ ขณะที่ยังนั่งคลำตูดแบนๆของตัวเองไอ้เลขาหน้าโหดแสนป่าเถื่อนก็ย่างสามขุมสั่งเสียงเด็ดขาดว่า

 

“ห้านาที สำหรับการอาบน้ำแต่งตัว”

พ่องงงงงงงงงงงง!!

สรุปเขาหรือมันกันแน่วะที่เป็นเจ้านาย – ลูกน้อง (?)

แม่งงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง!! จะทำตัวกร่างบ้าอำนาจเกินไปแล้วนะ !! เคียดแค้นจนต้องลุกขึ้นมาหาเรื่องแต่สังขารไม่ค่อยจะเอื้ออำนวยเสียเท่าไร ลุกพรวดพราดขึ้นมาก็เกือบจะล้มหน้าทิ่มพื้น ไอ้หัวสมองที่เหมือนจะระเบิดเป็นเสี่ยงๆ ปวดจนยืนโคลงเคลงไปหมด คำด่าล้านแปดจึงถูกกลืนลงคอโดยปริยาย….

ฮื้ออออออออ!!

เช้าวันเสาร์ที่แสนสดใสหายวับไปเพราะอิเลขางี่เง่านั้นแหละ!!

พอเห็นท่าไม่ดียุนโฮก็จับกรอกยา(?) นั่งพักเพียงนิดเดียวก็ถูกไล่ให้ไปอาบน้ำแบบจริงๆจังๆ มีเลขาเหมือนมีพ่อ สั่งนู้นห้ามนี่สารพัดจนอดคิดไม่ได้ว่าขนาดพ่อแท้ๆบังเกิดเกล้ายังไม่เคยสั่งห้ามอะไรขนาดนี้

ไอ้หมอนี่มันใหญ่มาจากไหนวะ สั่งเอาๆๆๆๆๆๆๆ ฮึ่ย! ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น พอจะเถียงก็ถูกตีหน้านิ่งใส่ เห็นแบบนั้นมันก็หงอยเหมือนกันนะ พอจะโวยวายก็ถูกว่าว่าเป็นเด็กไม่รู้จักโต จะต้องให้บอกอีกกี่ครั้งว่าแจจุงเนี้ย 25 แล้วโว้ยยยยยยย ! T^T ทำไมต้องหยามเหยียดว่าเขาเป็นเด็กด้วยเล่า!!

เจ็บแค้นๆ ๆ

แต่ถามว่าทำอะไรได้ไหม ตอบได้เลยว่าไม่

นอกจากเก็บกรดอยู่กับตัวเอง ได้แต่คิดว่า อย่าให้ถึงตาของเขาบ้างก็แล้วกัน

“เหนื่อยหรือครับ?”

“เออสิ!!”

ถามมาได้นะ หอบลิ้นห้อยขนาดนี้คงสบายดีอยู่มั้ง

“เพราะคุณแจจุงไม่ค่อยออกกำลังกาย นอกจากร่างกายจะไม่แข็งแรงแล้วเวลาทำงานที่โหมแรงหนักๆก็เหนื่อยง่ายแบบนี้ล่ะครับ”  แจจุงอยากเขวี้ยงค้อนจามใส่หัวมันสักป้าป เหลือกตามองเลขามาดนุ่มนิ่มที่อยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงวอร์มพอดีตัว แม้ระยะทางที่วิ่งจะเท่ากันแต่อีกฝ่ายดูไม่เหน็ดเหนื่อยเลยสักนิด จะมีบ้างกับเหงื่อที่ไหลออกมาแต่ท่าทางก็แตกต่างกับแจจุงโดยสิ้นเชิง

“แล้วทำไมฉันต้องมาวิ่งจ็อกกิ้งบ้าบอนี้ด้วย นายตอบมาสิ วันๆฉันก็ทำแต่งาน วันหยุดสุดสัปดาห์จะขอนอนตื่นสายบ้างไม่ได้หรือไง?”

“อากาศตอนเช้าดีออกครับ”

“ฉันตื่นเช้าทุกวันอยู่แล้วโว้ยยยย พอเลยนะ!! ต่อไปวันหยุดนายห้ามปลุกฉันก่อน 7 โมงอีก”

เขาสั่งเสียงเด็ดขาดก่อนจะชี้หน้าเลขาหนุ่มอย่างคาดโทษ ยุนโฮเพียงเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆตีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นตามลำดับ

“คุณไม่รักษาสัญญา”

“สัญญาอะไร”

“เมื่อคืน…”

กึก

 

“ไม่เห็นเกี่ยวนี่!!” แจจุงโวยวายเสียงดังลั่น ไอ้เรื่องเมื่อคืนนั่นเขาลืมไปหมดแล้ว..จะว่าไป..จำไม่ได้ตั้งหากว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง รู้แต่ว่ารับปากกับยุนโฮไว้ แต่เพราะเขาต้องการออกไปเที่ยวตั้งหาก เพราะงั้นการรับปากกับยุนโฮจึงเป็นเรื่องที่เขาแค่เอาตัวรอดเป็นพอ

“พอเถอะครับ ถ้าหายเหนื่อยแล้วก็ลุกขึ้นมาวิ่งต่อ”

วิ่งต่อ?!

“โอ้ยยย ไอ้บ้าาา! ไม่เอาแล่ว!!” งอแงอย่างกับเด็กน้อยที่ถูกบังคับฝืนใจให้กินยาขม แจจุงนอนตีแปลงอยู่ตรงพื้นที่สนามหญ้า ขณะที่ยุนโฮยืนมองดูเจ้านายคนเก่งเอามือตีหญ้าเล่นซะอย่างงั้น ถอนหายใจอย่างนึกปลงก่อนจะเดินผละออกมา

“จองยุนโฮ! นายจะไปไหน?” เสียงตะโกนถามดังไล่อยู่ข้างหลัง

“ฉันจะกลับขึ้นคอนโดเดี๋ยวนี้ล่ะนะ ฉันร้อน ฉันเหนื่อย!!” แสดงความต้องการออกมาอย่างไม่ปิดบัง กีฬาชนิดไหนที่ทำให้เขาเสียเหงื่อคิมแจจุงจะเลี่ยงมันทุกชนิดและประเภท (-*-)

“ผมไม่อนุญาติ ลงมายังไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็จะกลับขึ้นไปอีกแล้วเหรอครับ?”

“ก็ฉันร้อน…ฉันเหนื่อย” ลากเสียงยาวๆพร้อมหลับตาพริ้มลง ยุนโฮทรุดนั่งข้างๆกันก่อนจะยอมอ่อนข้อให้ครั้งนึง

“แล้วคุณแจจุงชอบเล่นกีฬาแบบไหนล่ะ?..เผื่อผมจะได้เลือกถูก..”

ยุนโฮทอดมองคนที่นอนหลับตาอยู่ก่อนหน้า จนกระทั่งอีกฝ่ายเปิดเปลือกตาขึ้น ดวงตากลมโตใสแจ๋วกำลังจ้องสะท้อนกลับมาที่เขา บรรยากาศเงียบเชียบปกคลุมโอบล้อมรอบสวนสาธารณะที่ยุนโฮเลือกใช้  ก่อนที่ริมฝีปากสีแดงสดจะค่อยๆพึม พำออกมา

“ฉันชอบ…”

“……??”

“ชอบกีฬาในร่ม”

กึก

ถ้าเป็นลูกเป็นหลานหรือว่าน้องชายน้องสาวจองยุนโฮไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายระเบิดเสียงหัวเราะอย่างสะใจหลังพูดจากำกวมเหล่านี้จบแน่

“ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ”

แจจุงหัวเราะจนท้องแข็ง หลังจากทำให้สีหน้าของยุนโฮเหวอไปได้ประมาณหนึ่ง แต่สุดท้ายเลขาที่รักษามาดมาตลอดเวลาก็กลับมาทำท่าทางเคร่งขรึมเหมือนเดิม

“ฉันชอบเล่นกีฬาในร่มจริงๆนะ แดดไม่ร้อน เหงื่อออกกำลังพอดี ที่สำคัญสารแห่งความสุขจะหลั่งออกมาเยอะมากๆ”

“………ก็ดีครับ…แล้วผมจะคอยดู”

ยุนโฮพูดนิ่งๆก่อนจะผละออกไปเพื่อซื้อน้ำดื่มเย็นๆให้ตัวเองกับเจ้านายที่ยังคงชื่นชอบกับมุขตลกของตนเองอยู่ จนเวลาผ่านไปได้ครึ่งนาทีร่างบางกลับไม่รับรู้ถึงฝีเท้าที่เข้ามาประชิดใกล้ตัว

“อ๊ะ…!”

แจจุงสะดุ้งตกใจทันทีที่จู่ๆโลหะเย็นจัดอย่างกระป๋องน้ำโคล่าเข้ามาแนบแก้มแถมยังลงสัมผัสหนักหน่วงจนแจจุงรู้สึกได้ว่าหน้าของเขากำลังจะชา หันไปทำตาขวางใส่คนที่ยืนอยู่ด้านหลังก่อนจะรับน้ำอัดลมที่ว่ามาแกะ

“อย่าเข้ามาแบบนี้อีกนะ…ตกใจหมด”

“ทำเป็นขวัญอ่อนนะ”

“แล้วไม่ได้หรือไง?”

“ก็ได้…เข้ากับหน้าตาดี”

“เฮ้ๆ เข้ากับหน้าตาอะไร? นายหมายความว่าไงกันห๊ะ?” ตอบโต้กันไปมาขณะที่แจจุงกำลังตั้งใจเปิดกระป๋องน้ำ แต่มันก็เปิดไม่ได้สักที แต่นั่นไม่สำคัญเท่ามานั่งคิดสรรหาคำเถียงกับเลขาที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงตรงหน้า  ยุนโฮเพียงไหวไหล่เบาๆแล้วยกกระป๋องโคล่าขึ้นดื่ม ในมือก็เช็ดเหงื่อไปด้วย ก่อนจะปรายหางตามองเจ้านายคนเก่งที่ใช้มืองัดแงะต่อสู้กับเจ้ากระป๋องโลหะ

“ทำแบบนั้นเดี๋ยวหูก็ขาด ดื่มไม่ได้กันพอดี..” ยุนโฮว่าก่อนจะแย่งกระป๋องในมือมาแล้วทำการ….

เป๊าะ

เพียงแค่สะกิดห่วงตรงหูยุนโฮก็สามารถเปิดมันออกอย่างง่ายดาย  แจจุงมองอย่างหมั่นไส้ก่อนจะดึงกลับมาแล้วดื่มเพิ่มความสดชื่นโดยไม่กล่าวอะไร

ก็คนมันน่าหมั่นไส้ เบื่อพวกทำอะไรก็ดูดี…

.

.

จะพาไปไหน

 

รู้สึกเป็นคำถามที่ฟังดูอ่อนต่อโลกมาก คราวนี้แจจุงนึกปลงเบาๆ คิดเพียงว่าไม่จับเขาไปเรียกค่าไถ่หรือต้มยำทำแกงก็พอ   อยากจะพาไปไหนก็สุดแล้วแต่ใจคุณเลขาเถอะ 

            เล่าย้อนนิดนึง หลังจากพาตัวเองขึ้นมาบนคอนโดได้ ยุนโฮก็บอกว่าจะพาไปอีกที่ แล้วมีหรือที่เขาจะยอมฟังง่ายๆ ก็โวยวายงอแงกันสักพัก คุณเลขาเลยใช้มาตราการโหดบอกว่า

“จะพาไปกินข้าว”

หูยย ลืมเลยนะเนี่ยว่ายังไม่ได้กิน พอพูดปุ๊ปท้องก็ร้องปั๊ป เหนื่อยๆแบบนี้มีคนขับรถพาไปหาอร่อยๆกินก็ดี สุดท้ายเลยทำตัวว่านอนสอนง่ายรีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วมารอคุณเลขาที่กลับไปเตรียมตัวเหมือนกัน ตอนลงไปวิ่งยุนโฮไม่ได้ใส่แว่นก็แอบคิดอะนะว่าหน้าตาหมอนี่มันก็ หล่อดี ถึงจะดูพิลึกๆกับทรงผมหน้าม้าเต่อๆกับใบหน้ายาวๆแสนเรียวเล็ก แต่ก็เหนื่อยจะบอกว่าว่าหน้ามันเห่ย เพราะรู้ดีว่าบอกไปก็ไม่ได้ช่วยให้กล้ามเนื้อบนใบหน้ากระตุกมากขึ้นอย่างแน่นอน  แต่พอจะออกไปข้างนอกแจจุงกลับต้องขมวดคิ้วอีกรอบ

ไอ้นี่มีปัญหาด้านแฟชั่นหรือว่ากระจกห้องมันกลับด้านกันแน่วะ?

ยุนโฮสวมแว่นตากลมพร้อมผมหน้าม้าปรกหน้า อยากหัวเราะให้เตียงหัก นี่มันเด็กโข่งชัดๆ !

แต่สุดท้ายได้แต่ยืนบื้อใบ้ ในสมองก็คิดอยู่ว่าก่อนวันงานจัดเลี้ยงต้อนรับผู้บริหารคนใหม่ยังไงเขาก็ต้องเปลี่ยนแปลงหมอนี่ให้ได้ คอยดู!!

พอขึ้นรถเจอแอร์เย็นๆแจจุงก็ผล๊อยหลับไป ไม่มีแรงสู้รบปรบมือกับเลขาสักเท่าไรรอให้อีกฝ่ายทำหน้าที่สารถีแล้วแต่จะพาไปนั่นล่ะ ดีที่สุดแล้ว ตื่นขึ้นมาอีกทีก็รู้ตัวว่าอยู่ในลานจอดรถของห้างสรรพิสินค้าใกล้ๆ

เห็นห้างก็รู้สึกกระปรี่กระเปร่ามีแรงออกเดินทันที โดยไม่ต้องสั่งแจจุงก็กระโดดลงจากรถแล้วเดินเข้าตัวห้างไป ปล่อยให้ยุนโฮเดินตามห่างๆ โดยปกติเขาชอบเดินห้างนะ แอร์มันเย็นมีของให้เลือกดูมากมาย ยิ่งพอเจอของถูกใจยิ่งชอบ เป็นขาช้อปพอๆกับคู่ควงที่พามาด้วย

พูดถึงคู่ควงชีวิตช่วงนี้ตกต่ำ ไม่เจอผู้หญิงถูกใจคอยพามานั่งกินร้านอาหารอร่อยๆเลย

พูดถึงอาหารแล้วหิวขึ้นมาทันที…

“จะกินอะไรอ่ะ…?”

หันไปถามคนที่มาด้วยกันอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เดินห่างกันเสียจนไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามารถคันเดียวกัน แต่แหม เดี๋ยวจะหาว่าเขาเป็นเจ้านายใจร้าย ถีบไสไล่ส่งเลขาหน้าตาน่ารักๆตัวยังกับควายให้ไปไกลๆ ถึงในใจจะแอบคิดบ้างก็เถอะ

แต่พอหันไปก็เห็นผู้ชายที่สวมเชิ้ตฟ้าอ่อนกับกางเกงสีขาว คาดเข็มขัดเส้นหนาสีน้ำตาลโชว์มันด้วยการยัดชายเสื้อเข้าไปในกางเกง การแต่งตัวคุณชายมาก ตั้งแต่หัวจรดปลายส้นตีน เพราะคุณเลขาสวมรองเท้าหนังหุ้มส้น หัวแหลมแถมยังมันปลาบ ขัดมันเสียจนเอามาใช้แทนกระจกได้ (เว่อร์) ฝ่ายนั้นกำลังเอามือล้วงกระเป๋ามองดูนาฬิกาที่ตั้งโชว์อยู่ข้างนอก

อุ่แหม่! ยี่ห้อนี่ไม่ถูกเลยน่ะ…

แจจุงเดินเข้าไปสะกิดๆ ไปจิ้มเจาะความฝันกลางอากาศของยุนโฮเสียจนแตกดังโผล๊ะ …ก็เท่าที่แจจุงเห็นมันเหมือนเด็กน้อยมองชั้นของเล่นกันดั้มที่อยากบอกป๊าม๊าว่า มันรุ่นล่าสุด ป๋มอยากได้!!

“จะกินอะไร? หิวแล้ว”

“แล้วแต่สิครับ ผมกินได้ทั้งนั้น…”

“ขี้เกียจเลือกอ่ะ”

อันนี้พูดจริงๆ ก็ปกติก็ปล่อยให้ผู้หญิงเลือกตลอดๆน่ะ ฝ่ายชายมีหน้าที่ตามใจอย่างเดียว ยุนโฮเงยหน้าขึ้นมาหลังจากหลงใหลไปกับนาฬิกาคอลเลคชั่นใหม่

“แล้วคุณแจจุงอยากกินอะไรล่ะครับ?”

“ก็ไม่รู้” ทำปากจู๋ๆประกอบ

“งั้นกลับไปต้มกิมจิดีไหมครับ? ถ้านึกไม่ออก”

“กวนตีน….แค่ให้ช่วยคิด เดี๊ยะ” ไม่ต้องคิดในใจ คิดนอกใจแม่งนี่แหละ ไม่ได้อยากทะเลาะก็หาเรื่องชวนทะเลาะ ดูสิ ใครกันแน่ที่มันพฤติกรรมขวางโลก

สะบัดหน้าเชิดใส่ก่อนจะเดินตีห่างออกมา ไม่ควรชวนแม่งกินเลยจริงๆ ความสงสารเก็บไว้ใช้กับหมาดีกว่าพวกปากเสียที่หาเรื่องเจ้านายตัวเองได้ทังวี่ทั้งวัน

“ผมว่าอาหารญี่ปุ่นน่าจะดี”

“ไม่กิน” ต่อต้านไว้ก่อนทั้งๆที่ตอนที่ยุนโฮพูดขึ้นมาก็แอบกลืนน้ำลายอยู่

“ไม่กินจริงอ่ะ? …งั้น อาหารฝรั่งเศสไหมครับ?”

“แพงไปป่ะ? ต้องเลี้ยงเลขาปลิงอย่างนายด้วย”

“งั้นก็เข้าฟาสฟู้ดเลยสิ”

นั่น..ประชด…มันใช่นิสัยเลขาไหมห๊ะ?!

“ฉันอยากกินซูชิ!!”

“ไหนเมื่อกี้บอกไม่กินอาหารญี่ปุ่น”

“อยากกินแค่ซูชิ”

“แล้วซูชิไม่ใช่อาหารญี่ปุ่นหรือไง?”

“ก็ฉันไม่อยากกินอาหารญี่ปุ่น แต่อยากกินซูชิ ซูชิบาร์น่ะ!!”

กริบ

เงียบกริบ

แจจุงไม่ได้ตะโกนแต่ก็แค่พูดเสียงดังฟังดูเด็ดขาด อยากเถียงให้ชนะถึงมันจะดูงี่เง่าไร้สาระก็เหอะ พอเห็นยุนโฮเงียบไปก็เลยได้แต่ยกยิ้มอย่างมีชัยเหนือกว่า อีกฝ่ายก็คงจะเหนื่อยที่จะต้องยืนทะเลาะเหมือนเด็กๆอยู่กลางห้างก็เลยพยักหน้ายอมแพ้ให้ คว้ามือคุณเจ้านายที่ยังยกยิ้มเพ้อฝันมาแล้วลากไปที่แผงพังของห้าง

“อยู่ตรงไหนละเนี่ย”

ตอนนี้เรื่องปากท้องสำคัญ แจจุงเลยไม่ได้พูดอะไรเพราะพอถูกลากมาก็มองหาร้านซูชิบาร์ที่ว่าทันที

“ไม่น่าจะมี”

“แหงะ…” เบ้ปากอย่างเสียดาย

“ต้องมีซี่..ฉันเคยเห็น…” ยังไม่ยอมแพ้ เพราะอยากกินซูชิต้นตำรับจริงๆ ร้านที่เป็นซูชิบาร์ ขายแต่ซูชิเป็นสะพานเวียน มีหน้าให้เลือกมากกว่า 30 อย่าง

“อ่ะ!! นี่ไง!!” แสดงความดีใจออกมาอย่างเปิดเผยก่อนจะชี้ชวนให้ยุนโฮดู

โอเค ชั้น 4 ลุยกันเลย!!

.

.

เป็นมื้ออาหารที่น่าประทับใจมาก แจจุงและยุนโฮนั่งในร้านซูชิบารณ์มาได้ครึ่งชั่วโมงแล้ว เหตุผลหลักก็คือแจจุงยังคงรู้สึกดีกับการกินซูชิหน้าต่างๆ ถามว่าอิ่มหรือยัง เจ้านายคนเก่งคงยังไม่อิ่มง่ายๆเพราะเล่นสั่งมาแล้วกินแต่หน้าไม่ยอมกินข้าว บางทีเขี่ยข้าวมาให้เขากินแทนอีก

มันน่านัก…

“เอาหน้าหอยเม่นอีกสองที่แล้วก็ซาชิมิปลาโออีกสองด้วยครับ”

เวลากินนี่หน้าตาดูมีความสุขผิดกับคนชอบเถียงลิบลับ

“นายจะเอาอะไรอีกเปล่า?”

“ยังล่ะครับ..กะกินข้าวให้หมดก่อน” ยุนโฮพูดและทำให้แจจุงมองตาม

“กินข้าวมันก็อิ่มไวนะซี่!! ที่นี้ไม่ใช่บุฟเฟ่ต์น่ะ เหลือไม่เป็นอะไรหรอก”

ยุนโฮพยักหน้าหงึกหงัก ทั้งร้านมีลูกค้าอยุ่ประปราย พวกเขานั่งอยู่กันตรงเคาท์เตอร์ อยากได้อะไรก็สั่งพ่อครัวได้อย่างง่ายดาย ไม่ต้องเสียเวลาเสิร์ฟ แถมยังใช้เวลาไม่นาน พอได้มาแจจุงก็จัดการจ้วงหอยเม่นกินอย่างมีความสุข แบ่งอีกชิ้นหนึ่งให้ยุนโฮตามมรายาท ในหนึ่งที่จะเสิร์ฟซูชิจำนวนสองชิ้น เลือกหน้าได้ตามใจ ส่วนตัวยุนโฮชอบทานซาชิมิมากกว่า ส่วนข้าวเขาก็กินของแจจุงแทน

ช่างเป็นเลขาที่ดีเสียนี่กระไร

“กินเสร็จแล้วไปไหนต่อ?”

ถามทั้งที่ยังเคี้ยวแก้มตุ้ย ตะเกียบคาปาก ที่สำคัญ คราบซอสเต็มตรงมุมปากล่าง ยุนโฮใช้สายตาปรายมองก่อนจะหยิบทิชชู่ยื่นให้

“หือ?” มาทำตากลมๆโตๆใส่ เหมือนไม่รู้เรื่องอะไร ว่าแล้วก็ชี้ตรงมุมปากให้ดูอีกรอบ ไม่รู้ว่ากระดาษทิชชู่มันแผ่นเล็กไปหรือคิมแจจุงใช้มันไม่เป็นถึงได้ปัดผ่านไปผ่านมา คราบซอสสีดำก็ยังไม่หมดไปเสียที ยุนโฮทำหน้าเอือม(อีกแล้ว)และเอือมมือหวังจะเช็ดให้ เจ้านายคนเก่งเห็นมือหยาบๆยื่นเข้ามาก็ผงะตัวถอยหนีราวกับกลัวอะไรสักอย่าง  คราวนี้หน้านิ่งๆเริ่มหงิกเป็นญาติกับม้าบนกระดานหมากรุก ฉกฉวยกระดาษทิชชู่มาเช็ดให้ซะเอง ก็เพิ่งรู้ว่าต้องออกแรงนิดหน่อยเพราะคราบซอสมันติด  แห้งกรัง

 กินเลอะมานานเลยสิน่ะ

“เอ่อ…” แจจุงกรอกตาหลบไปหลบมาเหมือนกับไม่รู้ว่าจะโฟกัสสายตาไว้ตรงจุดไหน  มองตรงไปข้างหน้าก็เจอกับใบหน้าของอีกฝ่ายในระยะประชิด  สถานการณ์ที่ทำให้แจจุงทำหน้าไม่ถูก เลือกกลบเกลื่อนด้วยการหยิบตะเกียบแล้วคีบซูชิหน้าไข่กุ้งเข้าปาก

“อื้มม…” อย่างน้อยความอร่อยก็ทำให้ลืมๆสายตาเป็นประกายคู่นั้นไป

ยุนโฮไหวไหล่น้อยๆอย่างไม่ใส่ใจ ทั้งๆที่ข้างในเก็บอาการหัวใจเต้นระส่ำเสียจนแทบปิดไม่มิด


TBC.


AN :: แฮ่!! อยากคุยมากๆๆๆๆๆ แต่ไม่รู้จะพล่ามอะไร ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้าน่ะ จะเอามาลงให้เร็วกว่านี้(หรอ?!)

THX for comment.
-(ยังเหลือคนอ่านเรื่องนี้อยู่ม๊ายยย)-