[FIC TVXQ] TEAR(s) In Heaven (3)
posted on 27 Nov 2009 19:47 by zensedayz in Tears-in-heaven
Title: TEAR(s) In Heaven
Author: zensedayz
Category: AU/ Drama
Rating: PG-13(+)
Spoil : มันยากเหลือเกินเมื่อต้องพูดมันออกมา และหากเธอคิดถึงกัน ทำอะไรหน่อยสิ..เพราะฉัน..ทำอะไรไม่ได้หรอกนะ
3.
Goodbye
จุนซูและชางมินนั่งรอจนกระทั่งเตียงผู้ป่วยถูกเข็นออกจากห้องฉุกเฉิน ร่างเล็กสังเกตเห็นผ้าที่พันรอบศรีษะของเพื่อนรักที่ตอนนี้นอนปิดตาสนิทไม่ได้สติพร้อมกับเครื่องแบบที่ถูกเปลี่ยนเรียบร้อย น้ำลายเหนียวหนืดในคอของจุนซูนั้นเป็นสัญญาณบ่งบอกให้เขารู้ตัวว่าตนเองกำลังหวาดกลัวมากแค่ไหน ขาที่แน่นิ่งกลายเป็นหินนั้นถูกชางมินลากไปพร้อมกับคุณพยาบาล เตียงของยูชอนเข็นมาจนถึงห้องพักฟื้น คุณพยาบาลตรวจเช็คที่สายน้ำเกลือนิดหน่อยก่อนจะหันมายิ้มให้กับพวกเขาก่อนเดินจากไป
“..............”
ชางมินลากเก้าอี้ให้จุนซูทรุดนั่งใกล้กับยูชอน...เขารู้ดีว่าจุนซูรู้สึกผิดมากมายแค่ไหน...แต่ชางมินคงไม่รู้ว่านอกจากความรู้สึกนี้ที่จุนซูแสดงออกมามากกว่านั้นคืออะไร
มันก็คงไม่แปลกถ้าเพื่อนเขาจะเสียใจเพราะเพื่อนอีกคนที่นอนสลบอยู่ ชางมินไม่นึกเอะใจสักนิดว่าทำไมจุนซูถึงได้ร้องไห้ฟูมฟายขนาดนี้
ทำไม?
ทำไม?
และทำไม?
จุนซูอยากจะกลั้นมันไว้แต่ก็ไม่สามารถทำได้ความรู้สึกที่ถาโถมนั้นทำให้เขาปวดร้าวไปทั้งหัวใจ .. ทุกอย่างไม่น่าเกิดขึ้นถ้าไม่ใช่เพราะเขา.....เขาเองที่เป็นสาเหตุ...เขาเองที่เป็นปัญหาในทุกๆเรื่อง
ขอโทษ...
แม้แต่ตอนนี้ยูชอนก็ไม่ตื่นขึ้นมาแล้วยิ้มให้เขาเหมือนอย่างเคย ... ชางมินไม่กล้าปล่อยจุนซูไว้ในห้องแต่เขากลับคิดว่าในเวลานี้จุนซูคงอยากอยู่คนเดียวกับยูชอนสักพัก..ร่างโปร่งจึงคอยๆถอย เร้นกายหลบออกมาจากห้องราวไม่มีตัวตน
.
เสียงเครื่องทำความร้อนที่หัวเตียงดังหึ่งๆพร้อมกับเสียงสะอื้นเล็กๆจากคนตัวบางที่ร่างกายไหวโยนไม่หยุดหย่อน แม้นัยน์ตาจะแดงก่ำ จมูกจะแสบร้อน ลำคอจะแห้งผาก..จุนซูก็ยังคงร้องไห้ต่อไป เขาบีบมือของเพื่อนจนแน่น มันเจ็บแปลบไปทั้งอกซ้ายเมื่อพบว่าอีกฝ่ายไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับเลยแม้แต่น้อย
“...ยูชอน...” เสียงที่พยายามเปล่งสั่นเครือและโรยแรง เขาอยากจะปลุกให้ยูชอนตื่นแล้วมาฟังเขาขอโทษ ปลุกขึ้นมาแล้วยิ้มให้กับเขาอีกครั้งเหมือนอย่างเคย
ตื่นขึ้นมาบอกว่า “แค่นี้ไม่เป็นไร”
ไม่รู้ทำไมคิมจุนซูจึงได้รู้สึกกลัวและหวาดหวั่นถึงเพียงนี้
กลัวว่าจะไม่มียูชอนคนเดิมอีกแล้ว...
ยูชอนจะโกรธเขาไหม...เรื่องที่เกิดขึ้นยูชอนจะให้อภัยเขาได้หรือเปล่า?...
“ฮึก...”
ไม่รู้ทำไมหัวใจเขามันเหมือนจะขาดแหล่มิขาดแหล่.............
ได้โปรดเถอะพระเจ้า...อย่าให้เขาเป็นอะไรเลยฮะ...
.
.
ตกเย็นคุณป้าของยูชอนก็มาถึงโรงพยาบาล คุณหมอเข้าไปคุยรายละเอียดโดยที่จุนซูและชางมินยังยืนรออยู่ไม่ไปไหน เมื่อตอนเที่ยงหมอได้นำตัวยูชอนไปตรวจเช็คร่างกายพบว่าไม่มีความปกติอะไรรอแต่ให้คนไข้ฟื้นขึ้นมาเท่านั้น
จุนซูก้มหน้านิ่งขณะที่ชางมินลอบมองสีหน้าที่เคร่งขึ้นทุกขณะของคุณหมอ...คุณป้าของยูชอนยกมือขึ้นปิดปากพลางสีหน้าตกใจเหมือนกับช๊อคไปก่อนจะมีท่าทีโงนเงนเหมือนคนทรงตัวไม่ได้..ร่างสูงถึงกับตกใจเมื่ออยู่ๆคุณป้าก็เหมือนจะล้มไป...แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น คุณหมอพูดปิดในประโยคสุดท้ายเมื่อเดินมาถึงเตียงคนไข้พร้อมกับคุณป้า
“คงต้องรอให้เด็กฟื้นขึ้นมาอย่างเดียวแล้วล่ะครับ..เพราะหมอเองก็ตอบอะไรไม่ได้เหมือนกัน”
เด็กอีกสองคนที่เหลือต่างเงยหน้าขึ้นมองคุณหมออย่างขอคำตอบ ..แต่เด็กอย่างพวกเขาก็ได้รับการเมินแบบไม่ต้องร้องขอ คุณหมอเดินจากไปทิ้งไว้แต่คำถามมากมายในหัวของจุนซู
“.....เกิดอะไรขึ้นกับยูชอนกันจ๊ะ..”
จุนซูเม้มปากสนิทและให้เพื่อนอย่างชางมินตอบคำถามแทน
“เหมือนยูชอนจะลื่นล้มตกบันไดมาเองนะฮะ...”
.
.
จุก....จุนซูรู้สึกหายใจไม่ออก อากาศที่เวียนวนราวกับพิษร้ายที่ร่างกายกำลังต่อต้าน ตาเขาบวมแดงจนเปิดแทบไม่ออกแต่ก็ยังคงลืมตาจนกระทั่งเบิกโพลงเมื่อรับรู้ถึงความเคลื่อนไหวจากร่างที่นอนสลบมาทั้งวัน..
“อื้อ......”
คุณป้าเป็นคนแรกที่ปรี่เข้าไปหา ขณะที่คิมจุนซูเกิดอาการชาทำอะไรไม่ถูก...เขาลุกขึ้นผงะไปทางด้านหลังเมื่อรู้สึกหวาดกลัวกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นตรงหน้า
“ยูชอนๆ...ได้ยินป้าไหมลูก?”
คุณป้าครอบครองพื้นที่เตียงไว้จนชางมินและจุนซูไม่สามารถมองเห็นใบหน้าของอีกฝ่าย .. ขณะที่คุณร้องถามกลับไม่มีคำตอบมาจากร่างสูงเลยแม้แต่น้อย...ชางมินวิ่งออกไปเรียกคุณหมอที่ด้านนอกเหลือแต่เขาที่เผชิญหน้ากับความเป็นจริง
ตึก
ตึก
เข็มนาฬิกาที่กระดิกไปเชื่องช้าหากกดดันเขาราวกับจะให้จมดิ่งไปกับความรู้สึกพร้อมๆกัน ร่างนั้นยันตัวเองขึ้นโดยมีผู้ปกครองคอยพยุง เสียงทุ้มที่เขาคุ้นเคยกลับไม่เปล่งอะไรออกมาสักคำ..นิ่งไปราวกับใช้ความคิด
“.........คุณ........เป็นใครหรอฮะ..”
“ยูชอน..!”
“แล้วผม...ผม..?”
หูเขาอื้อ...ตาเขาเบลอ ร่างกายไหวเอนราวกับพายุแรงๆหมุนอยู่รอบตัวเขา ภาพตรงหน้าเคลื่อนไหวเชื่องช้าในห้วงความคิดขณะที่เสียงผลักประตูเข้ามาพร้อมๆกับร่างของคุณป้าที่ไหวโอนเอนพร้อมกับร้องไห้ออกมา
“ยูชอน...จำป้าไม่ได้หรอลูก”
จำไม่ได้??
.
“จำป้าได้ไหม?”
เสียงของคุณป้าราวกับจะโหยหวนและกรีดร้องไปพร้อมๆกัน คุณหมอรีบวิ่งเข้าไปดูอาการก่อนที่ทุกอย่างจะแจ่มชัดขึ้นมาทันที
“สวัสดีครับ...บอกหมอได้ไหมว่าคุณชื่ออะไร?”
...
“ชางมิน...ออกไปข้างนอกกัน”
เขาพูดสั่นๆพลางกำมือร่างสูง...ชางมินดูจะอึ้งไม่น้อย เขาไม่พูดอะไรขณะที่คิมจุนซูพยายามปิดรับโสตประสาททั้งหมด
ไม่...ไม่จริง
เขาพร่ำบอกตัวเองซ้ำๆ นี่ต้องเป็นฝันร้ายที่ร้ายมากๆแน่
“ผม....”
“............บอกหมอได้ไหม...คุณนึกอะไรออกบ้าง”
“.....มะ..ไม่.....ผม.....โอย..”
“พอแล้วครับพอแล้ว หมอเข้าใจแล้ว”
.
“ซู...จุนซู”
“ห๊า!”
“.........”
“......มะ..มีอะไรหรอ?” ชางมินรู้สึกเห็นใจเพื่อนของเขา น้ำตาที่รินไหลของจุนซูดูจะไม่หมดหรือเหือดแห้งไปง่ายๆ พวกเขานั่งอยู่หน้าห้องประมาณสิบนาทีก่อนจุนซูจะขอให้เขาพามาในที่ไกลๆ
“...ชางมิน......ฉัน.....ฉันจะทำไงดี.......”
“...............”
“ยูชอนลืมหมดแล้ว..ฮึก...ฉัน...ฉันจะทำไงดี”
“...ยูชอนลืมไม่ได้หมายความว่านายกับเขาจะเป็นเพื่อนกันไม่ได้นี่...อีกอย่างแค่ความจำเสื่อมนะพอเห็นอะไรก็นึกออกนั้นแหละ...”
ชางมินพยายามพูดให้เพื่อนของเขาคลายความกังวลใจ แต่ก็ไม่..จุนซูร้องไห้อีกแล้วหนักขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ ชางมินก็ไม่รู้ว่าเขาควรจะพูดปลอบด้วยคำพูดไหน .. สำหรับสิ่งที่เกิดชึ้นชางมินเองก็เสียใจและคิดไม่ถึงเช่นกัน ไม่คิดว่ามันจะเลวร้ายจนทำให้ยูชอนสูญเสียความทรงจำ
“ฉันเคยอ่านน่ะ...มันมีความจำเสื่อมสองแบบ คือความจำเสื่อมระยะสั้นกับระยะยาว ... ถ้าระยะยาวฉันว่าคงเป็นคนที่ได้รับการกระทบกระเทือนอย่างแรง..แบบว่าแรงมากๆ..แต่ยูชอน..ฉันว่าไม่นานเดี๋ยวก็หาย...ทุกอย่างจะกลับมาเหมือนเดิมจุนซู”
“ไม่..ไม่หรอก” จุนซุเอาแต่ส่ายหน้า
“ทุกอย่างไม่มีวันเหมือนเดิมอีกแล้ว..เขาลืมฉัน..เขาลืมนาย...เขาลืมทุกอย่างไปหมดแล้ว”
“ยูชอนไม่ลืมนายง่ายๆหรอก..เชื่อฉันสิ...เขารักนายออกจะขนาดนั้น”
รัก...
ทำไมคำว่ารักถึงทำให้ผมรู้สึกปวดแปลบแบบนี้ เหมือนผมจะขาดอากาศหายใจเสียให้ได้ มันเกิดอะไรขึ้น พระเจ้ากำลังเล่นตลกอะไรกับผม ทำไมต้องทำให้ยูชอนความจำเสื่อมด้วย..ทำไม...ทำไม?!
ผมอยากรู้..อยากรู้จริงๆ ภายในหัวของผมคิดอะไรไม่ออกแล้วจากก่อนหน้านี้ผมเตรียมคำพูดดีๆไว้มากมายเพื่อจะให้ยูชอนหายโกรธและให้อภัยคนอย่างผม...แต่ทุกอย่างก็พังทลาย...ไม่เหลือแล้ว...ภาพวาดที่ผมกับเขาร่วมสร้างกันมันไม่เหลือแม้กระทั่งรอยดินสอ...มีแต่ผม..เหลือแต่ผมที่ยังคงจดจำมันได้
แล้วเขาล่ะ.......ยูชอนลืมมันไปหมดแล้ว
ทำไม....ทำไมกันนะ....ทำไมต้องเป็นแบบนี้?
ผมร้องไห้หนักมากแค่ไหนผมก็ไม่รู้ คำพูดที่ยากจะพรั่งพรูและความรู้สึกที่กดทับทำให้ผมหายใจแทบไม่ออกนั้นมันยากเกินจะบรรยาย..ผมรู้สึกผิดกับยูชอนจับขั้วหัวใจ...นั้นใช่ไหมที่ทำให้ผมร้องไห้ออกมา
.
.
“จุนซู...ฉัน....นายน่ะ..คือคนที่ฉันแคร์ที่สุดในชีวิตน่ะ”
ไม่เหลือ
ไม่มี
หมด
หมดแล้ว..คนๆนั้น
.
.
“คุณป้าบอกว่าจะติดต่อกับพ่อแม่ของยูชอนที่ต่างประเทศ..และไม่แน่ว่ายูชอนอาจจะต้องกลับไปอยู่ที่นั้น”
ชางมินพูดด้วยเสียงเรียบๆทว่าจริงจัง เมื่อจุนซูที่นั่งฟังตาแป๋ว กว่าที่คิมจุนซูจะหยุดร้องไห้นั้นชางมินก็จำไม่ได้ว่านานเท่าไร จุนซูบอกว่าไม่ควรเข้าไปให้ยูชอนเห็นหน้า ชางมินออกจะขัดแย้งกับความรู้สึกนั้นแต่ถ้าเขาเป็นเพื่อนก็คงยังไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้าตรงๆเช่นกัน
เขาเริ่มจะปวดหัวแล้วล่ะ..วันนี้พวกเขามาโรงเรียนก็ถูกเพื่อนๆรุมถามถึงอาการของยูชอน แล้วก็เป็นชางมินที่ตอบเลี่ยงๆว่า
“ยูชอนนอนอยู่โรงพยาบาล”
มันอาจจะทำให้จุนซูรู้สึกแย่เป็นทวีคูณขึ้นเมื่อเพื่อนของเขาตั้งข้อสังเกตว่า
“แค่หกล้มหัวแตกเนี้ยนะ”
วันนั้นทั้งวันคิมจุนซูไม่ปริปากพูดกับใคร นอกจากยิ้มแกนๆและฝืนๆให้ .. พอหลังจากนั้นหนึ่งวันชางมินก็ได้รู้ว่ายูชอนจะกลับไปรักษาตัวที่ต่างประเทศ....นั้นเป็นเพราะคำแนะนำของแพทย์ที่บอกว่า
“คนไข้ควรอยู่กับครอบครัว..ให้ครอบครัวได้เป็นคนดูแล..ปลูกฝังความทรงจำใหม่..หรือไม่ก็ฟื้นความทรงจำเดิมคืนมา”
ชางมินพูดไม่ถูกว่าเขากำลังรู้สึกเช่นไร จุนซูจะทำใจได้ไหมในเรื่องที่เกิดขึ้น..แต่พอเขาบอกก็เหมือนกับว่าร่างเล็กจะรับรู้และพยักหน้าตอบกลับมา
.
อะไรคือความกลัวสูงสุดที่มนุษย์เผชิญ
“นาย..จะไปส่งยูชอนไหม?”
“..........อื้อ...คง...ไม่ไปดีกว่า” จุนซูตอบทั้งๆที่ยังก้มหน้าเขาไม่รู้ว่าตอนนี้กำลังแสดงสีหน้าแบบไหน
“....ทำไมล่ะ?”
“จะไปทำไมในเมื่อเราไม่ได้เป็นอะไรกันแล้ว...ยูชอนลืมพวกเราไปแล้วน่ะ”
“จุนซู?” ชางมินดูจะผิดหวังอย่างแรงกับประโยคนั้น แต่เพื่อนของเขาก็พูดถูก ดูไร้เยื่อใยแต่คนที่เจ็บที่สุดก็คงไม่พ้นเพื่อนของเขาคนนี้ ในเมื่อยูชอนลืมไปหมดแล้ว จะมาสนใจอะไรกับจุนซูที่ร้องไห้จะมาถามหาทำไมในเมื่อไม่มีเหลือเกี่ยวกับความทรงจำ...เขาเองก็คงทำอะไรไม่ได้ในเมื่อคุณป้าที่ยูชอนอยู่ด้วยกันมายังจำกันไม่ได้ เพื่อนที่เจอกันเฉพาะเวลาเรียนกินข้าวอย่างเขา ยูชอนคงจะลืมไปแล้วเช่นกัน
.
ผมถามตัวเองว่าอะไรคือความกลัวสูงสุดที่มนุษย์ต้องเผชิญ
อยู่ๆคำถามนี้ก็ผุดขึ้นมาในหัวสมองของผมแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ยูชอนต้องเดินทางกลับต่างประเทศแบบเร็วด่วน เรื่องการเรียนที่โรงเรียนเป็นคนจัดการและบอกว่าจะโอนหน่วยกิจให้..ในเมื่ออีกไม่นานพวกเขาก็กำลังจะจบการศึกษา ปัญหาอาจจะดูวุ่นวายแต่เมื่อทุกอย่างร่วมมือกัน..ยูชอนก็จะบินไปต่างประเทศโดยไม่มีอะไรเป็นกังวล..
ดูเหมือนทุกอย่างเป็นใจเสียไปหมด...ราบรื่นและรวดเร็วจนผมไม่มีเวลาได้ตั้งตัว
ไม่มีโอกาสแม้กระทั้งให้ผมได้ร่ำลาหรือเป่ยรั้งเขา...ครอบครัวของยูชอนดำเนินการทันทีที่ได้รับข่าวและโรงเรียนก็เร่งเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด..ไม่มีใครพูดถึงต้นเหตุอย่างตัวผม...ใจผมสั่นระรัวเพราะความกลัวจับขั้วหัวใจในเวลานั้น
กลัว ทุกคนจะรู้ว่าเพราะผม...ปาร์คยูชอนจึงได้เป็นเช่นนี้...เพราะผม...เพราะผมคนเดียว
แต่นั้นก็ไม่ใช่ความกลัวสูงสุดที่มนุษย์เผชิญ...ความกลัวที่เกิดจากความรู้สึกผิดเป็นเพียงแค่บาดแผลที่ผมไม่สามารถรักษามันได้จนหาย ผมเหมือนโจรผมเหมือนขโมยที่มีตราบาปติดหลัง มีคนมากมายตราหน้า และทำให้ผมเก็บกลืนคำนั้นโดยไม่สามารถหาคำพูดมาอธิบายความจริงที่เกิดขึ้นได้
ในเมื่อมันปรากฏให้ทุกคนเห็น..ผมก็เหมือนคนที่ถูกตรึงพร้อมให้คนคอยประณาม
แม้จะไม่มีใครพูด..แต่ผมก็รู้สึก...ในเมื่อผมยังเก็บมันไว้...ยังลืมมันไม่ได้.....มันก็เหมือนหนังแอคชั่นเวลาที่ผมดูนั้นล่ะ...โจรวิ่งหนีตำรวจ..ผมไม่รู้ว่าผมต้องวิ่งหนีไปอีกนานแค่ไหน..จะวิ่งหนีไปทิศทางใดผมก็ไม่รู้...
ตอนนี้ผมอยู่ที่สนามบินอินชอน...แม้ผมจะบอกกับชางมินว่าไม่อยากมาส่งแต่ผมก็ทนไม่ได้ที่จะรับรู้ว่าไม่มีเขาอยู่กับผมอีกแล้ว...เพราะตัวผมหดเล็กนิดเดียวผมจึงตัดสินใจหลบอยู่ที่หลังเสาต้นใหญ่ที่เป็นที่กำบังให้ผมได้อย่างดี..ตอนนี้ผมเห็นเพียงแผ่นหลังกว้างๆของยูชอน .. คุณป้าของเขากำลังพูดเหมือนกำชับให้เขาไม่ต้องไปไหน ยูชอนพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ เสี้ยวหน้าของเขาที่ผมมองเห็นนั้นทำให้ผมใจหายอย่างบอกไม่ถูก
เขาไม่ใช่ปาร์คยูชอนคนเดิมอีกแล้ว..ไม่มีรอยยิ้มขี้เล่น....ไม่เหลือเค้าของคนทีเล่นทีจริง...ยูชอนเหมือนใครสักคนที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อน...
นั้นสินะ...ตอนนี้ผมกับเขาเราไม่ได้มีความสัมพันธ์กันแล้ว..แค่คนเคยรู้จัก...ก็ไม่มี..
ยูชอนค่อยๆนั่งลงที่เก้าอี้รับรองโดยที่ป้าของเขาวิ่งไปอีกทาง..ขาของผมแทบจะไร้เรี่ยวแรงเสียเดี๋ยวนั้น ผมมองตามสายตาของเขา .. ยูชอนที่เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างบานใหญ่..ผมเห็นเขากุมหัวเหมือนกับปวดร้าวทรมานก่อนจะค่อยๆผ่อนคลายลงในที่สุด...ขณะเดียวกันหัวใจของผมก็เหมือนกับกำลังถูกบีบรัดอย่างรุนแรง .. ผมรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งขอบตาด้านล่าง แผ่นหลังของยูชอนไหวพร่าจนผมต้องขับไล่ม่านน้ำตาออกไป...สุดท้ายผมก็หันหลังให้กับเขาแล้วยืนพิงกับเสาแทน...ผมอ่อนแอใช่ไหม?
ไม่รู้ทำไมผมถึงได้รู้สึกเจ็บปวดแบบนี้ ... ผมไม่รู้ว่าอะไรที่ทำให้ผมเจ็บปวดที่สุดแต่ที่รู้...ยูชอนคือคนที่ทำให้ผมเสียน้ำตามากที่สุด...ผมไม่สามารถห้ามน้ำตาตัวเองไม่ให้ไหลได้เมื่อผมนึกถึงการะกระทำและเหตุการณ์ที่ผ่านมา .. มันเจ็บปวดเหลือเกินที่ผมต้องรับรู้และทนรับให้ได้ว่าเขาสูญเสียความทรงจำที่ผมกับเขามีร่วมกันไปหมดแล้ว
อะไรคือสิ่งที่มนุษย์หวาดกลัวที่สุด...
สำหรับผมในตอนนี้ความหวาดกลัวของผมคือการสูญเสีย ผมไม่ต้องการให้ยูชอนไปจากผม ผมอยากจะมีโอกาสขอร้องเขาแต่ก็รู้ว่าสายเกินไป ในอกผมเจ็บจุกสรรหาเป็นคำพูดออกมาไม่ได้ แม้แต่ใจของตัวเองผมก็ไม่สามารถชั่งน้ำหนักที่เกิดขึ้นว่ารู้สึกอย่างไร .. ผมค่อยๆหันกลับไปหาเขาช้าๆ ยูชอนลุกขึ้นยืนแล้วและกำลังจะจากประเทศนี้ไป
.
.
“หวัดดี.......นายชื่อไรหรอ?”
“ปาร์คยูชอน....นายล่ะ”
เขาลากกระเป๋าไปที่เกททางออกก่อนจะยื่นพาสปอร์ตแล้วหายลับเข้าไป...ไม่มีแววของความลังเลหรืออาลัย...ผมเสียเขา...ไปแล้ว
ผมร้องไห้อยู่นานจนโอเปอร์เรเตอร์พูดว่าเที่ยวบินสู่เวอร์จิเนียสหรัฐอเมริกาเดินทางออกอย่างปลอดภัยแล้ว .. ตอนนั้นหัวใจผมแทบจะสลายเลยก็ว่าได้ เสียงเครื่องบินเหมือนฝันร้าย ผมได้แต่กำมือตัวเองไว้ด้วยความสั่นเทา
ผมเองก็ควรจะลืมเขาเช่นกัน..
แต่ทำไมกัน แค่เพื่อนคนเดียวผมถึงได้รู้สึกแบบนี้...ผมเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงได้รู้สึกเสียใจมากมายขนาดนี้ ... เพราะเขาเป็นเพื่อนคนสำคัญใช่ไหม? ผมจึงไม่อยากสูญเสียเขาไป
“นายจะอยู่กับฉันใช่ไหม?...อยู่ด้วยกันตลอดไปนะ”
คำพูดหรือคำมั่นสัญญาระหว่างผมกับเขาค่อยๆหลั่งไหลออกมาจากหัวสมองของผม ผมพยายามนึกให้ออกว่าอะไรบ้างที่ผมกับเขามีร่วมกัน .. ผมกลัวว่าจะลืม ผมกลัวว่าผมจะจำไม่ได้...แต่ก็ไม่มีทาง..
.
.
ตู๊ดดดดดดดดด
ร่างสูงยังคงรู้สึกสับสนกับความรู้สึกภายใน เพียงสำเนียงของอเมริกันที่นี้ก็ทำให้เขาปวดหัวตุบ มลรัฐเวอร์จิเนียที่สนามบินผู้คนแม้จะไม่เยอะมากแต่ก็ไม่บางตา ทันทีที่เครื่องแลนดิ้งลงจอดเขาก็ออกมาพร้อมกับกระเป๋าถือหนึ่งใบกับคุณป้า..คุณป้าที่เรียกเขาว่ายูชอน
ชายหนุ่มยังคงพยายามนึก แต่ก็นึกอะไรไม่ออก ไม่รู้ทำไม เหมือนมีอะไรที่ทำให้เขานึกถึงแต่เขาก็รู้สึกว่าเหมือนมีอะไรบางอย่างที่เขายังคงติดค้างไว้...แต่จะคิดทำไมให้เสียเวลาในเมื่อคิดไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา คุณป้าจูงเขาไปในทิศทางหนึ่งหลังแยกออกจากเกท เขาเห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังยกมือขึ้นกุมริมฝีปากเหมือนกลั้นเสียงสะอื้น ถัดออกไปเป็นผู้ชายรูปร่างสูงโปร่งที่คาดว่าน่าจะเป็นสามีของเธอและลูกชายของเธอที่ยืนอยู่ทางด้านหลัง พวกเขามีลักษณะเป็นชาวเอเชียจากดวงตาที่บ่งชี้นั้นเอง
หญิงสาวที่กำลังร้องไห้โผเข้ากอดเขาทันทีเมื่อเขาหยุดยืน หล่อนสะอื้นจนเขาทำอะไรไม่ถูก
“ยูชอน..ยูชอนลูกแม่”
แม้จะฟังไม่ได้ศัพท์แต่เขาก็พอได้ยินประโยคนั้น
.
.
หลังจากเดินทางมาถึงประเทศสหรัฐอเมริกาเขาก็อาศัยอยู่กับคนที่อ้างตัวว่าเป็นครอบครัว ยูชอนลืมนึกเพราะทุกคนบอกว่าเขาไม่จำเป็นต้องคิดถึงอะไรทั้งนั้น ตอนนี้ทุกคนกำลังพยายามสร้างทรงจำใหม่ให้เขา และยูชอนก็ได้รับความรักและความสุขมากมาย จากคนไม่ค่อยพูดก็เริ่มยิ้มแย้ม จากคนที่เอาแต่นิ่งก็เริ่มมีอารมณ์ขัน
แม่ต้องพาเขาไปปรึกษากับจิตแพทย์และคุณหมอเพื่อถามถึงอาการอยู่บ่อยครั้ง แต่ยูชอนก็ไม่ได้ปฏิเสธ คนเป็นแม่และน้องชายที่ชื่อว่ายูฮวานสรรหารูปภาพที่เขาน่าจะถ่ายไว้นานแล้ว ยูชอนพยักหน้ารับมองดูรูปพวกนั้นอยู่นานพอสมควร ไม่นานหลังจากนั้นสองเดือนแม่เขาก็มาพูดเรื่องที่จะเรียนต่อ
ทุกคนดูเกร็งกับเรื่องนี้จนผิดปกติซึ่งเขาก็ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรและทำไม แม่พูดพลางลูบหัวเขาว่า
“ยูชอนอยากเรียนอะไรก็ได้ตามใจลูกเถอะ”
ในตอนนั้นเขาก็คิดไม่ออก หัวสมองที่ว่างเปล่าของเขามันเหมือนไม่ทำงานอยู่นานปี แต่ก่อนที่จะเข้าเรียนเขาก็ได้เลือกคณะที่ปารถนานั้นก็คือ สถาปัตยกรรมของมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย
เขาไม่รู้ว่าพ่อแม่พอใจหรือเปล่า แต่ดูหน้าพวกท่านก็อดที่จะเป็นกังวลไม่ได้ แม้ว่าเขาจะอาศัยอยู่ในรัฐเวอร์จิเนียแต่ระยะทางระหว่างบ้านกับมหาลัยก็ไกลอยู่พอสมควร..พูดจริงๆก็คือไกลมาก ต้องนั่งรถไฟใต้ดินยาวนานเกือบหนึ่งชั่วโมง ทุกคนไม่เห็นด้วยที่เขาจะไปอยู่หอพักนักศึกษานั้นเป็นเพราะว่าพ่อและแม่ยังคงห่วงเขาอยู่
“ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับ..ผมโตแล้วนะ”
แต่แม่ของเขาก็ยังคงไม่ยอมอ้างว่าเขายังคงเป็นผู้ป่วยความจำเสื่อม
ยูชอนอมยิ้มขำๆเขาไม่เคยโกรธเคืองหรือรู้สึกอคติกับอะไรเลยสักอย่างตั้งแต่จำความได้ เขายิ้มเขาหัวเราะ
“ผมอยู่ที่นี้จนรู้หมดแล้วล่ะว่าจะกลับบ้านทางไหนขึ้นรถเมลล์หรือรถไฟสายอะไร...แม่ไม่ต้องห่วงหรอกนะครับ” คุณแม่ของเขายังคงห่วงไม่เลิกแต่ยูชอนก็ได้แต่ยิ้มรับอย่างอบอุ่น ในตอนนี้เขารู้สึกมีความสุขมาก สุดท้ายแล้วเขาก็เลยเชื่อแม่คือไม่ไปอยู่หอ แต่พอผ่านมาสักสองอาทิตย์แม่ของเขาก็เริ่มเห็นว่าเขาเหนื่อย ต้องออกจากบ้านเช้าและกลับบ้านก็ยังดึก สุดท้ายแล้วหอพักนักศึกษาจึงกลายเป็นที่อยู่ใหม่สำหรับเขา
มันอดจะตื่นเต้นไม่ได้
เวอร์จิเนียเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงก้องโลก ในสาขาวิชาด้านกฎหมายและสถาปัตยกรรมถือได้ว่าติดอันดับต้นๆของโลก ยูชอนรู้สึกภาคภูมิใจเมื่อเขาได้เป็นหนึ่งในนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งนี้ นักศึกษาส่วนมากเป็นชาวอเมริกัน คิดเป็นร้อยละ15 ที่เป็นชาวเอเชีย เขาเป็นหนึ่งในนั้น
การถูกกีดกั้นทางสัญชาติเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ แต่เขาก็ยังคงทนอยู่ต่อไป ภาควิชาที่ยูชอนศึกษาคือสถาปัตกรรมตกแต่งและออกแบบภายในอาคาร ตอนนั้นเขาถามน้องว่ามันคือคณะอะไร ยูฮวานตอบว่าเป็นคณะที่ไว้วาดรูป
ตลกดีไหมล่ะที่เขาเลือกเพราะว่าอยากวาดรูป
แต่จริงๆแล้วก็ไม่เชิง คณะนี้ก็เรียนวาดรูปเหมือนที่ยูฮวานว่า จะต่างกันตรงที่ต้องเป็นแบบแผนและรูปร่างของตัวตึก ดูท้าทายและเขาก็ชอบมันดี .. วันนี้เป็นวันเสาร์วันที่เขาตัดสินย้ายเข้ามาพักในเขตนักศึกษาของมหาวิทยาลัย ยูชอนเลือกห้องและเขาก็หลีกเลี่ยงที่จะอยู่กับคนต่างสัญชาติและเชื้อสาย
ก็เพราะว่ามันมีการเหยียดอยู่นิดหน่อยแต่ก็ไม่มาก เฉพาะนักศึกษาที่รู้สึกภูมิใจและรังเกียจผิวเหลือเว่อร์ๆเท่านั้นเอง
เขารับกุญแจห้องพลางเดินตรงไปที่นั้น ห้อง 302 เป็นห้องที่เพิ่งมีนักศึกษาใหม่เข้ามา ดูจากชื่อแล้วยูชอนมั่นใจว่าเป็นชาวเกาหลีแน่นอน .. เขาออกจะเบาใจอยู่นิดหน่อย หลังจากทางหอพักติดต่อเข้าไป ว่าที่รูมเมทของเขาก็ยอมรับ ตกลงกันดี
ยูฮวานมาช่วยพี่ชายในการขนของเข้าห้อง ใจจริงแล้วเขาก็รู้สึกเสียใจในสิ่งที่เกิดขึ้น แต่คิดไปคิดมาก็ดีไปอีกแบบ เพราะนิสัยของพี่ยูชอนคนเก่ากับตอนนี้ต่างกันลิบลับ ยูฮวานเข้าใจแล้วว่าความรักความดูแลจากครอบครัวนั้นมีความสำคัญมากน้อยแค่ไหน
แต่ก่อนพี่ยูชอนที่ถูกกดดันอยู่เสมอว่าจะต้องเรียนกฎหมายทั้งที่ตัวเองไม่ชอบ จนทำให้ทะเลาะกับพ่อแม่แล้วตัดสินไปบินไปเกาหลีตอนนั้นทำให้พ่อและแม่โกรธพี่ยูชอนที่ไม่รู้จักเชื่อฟังแถมยังดื้อรั้นมากๆอีกด้วย..แต่ดูพี่ยูชอนตอนนี้สิ...ยิ้มอย่างอบอุ่น ยิ้มอย่างอ่อนโยน พี่ยูชอนเปลี่ยนไปมากจริงๆ
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“Sorry.”
ยูชอนเลือกที่จะใช้ภาษาของที่นี้แม้จะรู้ดีว่าภายในนั้นสามารถพูดภาษาเกาหลีได้ บานประตูค่อยเปิดอ้าก่อนที่เขาจะพบกับร่างสูงโปร่งที่ยืนอยู่เบื้องหลังด้วยสายตาที่ยังคงตื่นไม่เต็มที
“หวัดดี..”
ยูชอนแย้มยิ้มให้กับอีกฝ่ายก่อนที่ชายหนุ่มข้างในจะผายมือเชิญเขาเข้าไปพร้อมกับข้าวของมากมาย ยูชอนพูดขอบใจน้องชายที่อุตส่าห์แบกของมาให้ก่อนจะฝากบอกกับแม่ว่าเขาจะกลับบ้านบ่อยๆและคิดถึงแม่มากส่วนข้าวของที่ขนมาเขาจะจัดการต่อเอง
เป็นเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงที่ยูชอนจัดของโดยที่รูมเมทเขาไม่ได้พูดอะไร หลายครั้งที่เขาลอบมองแต่ก็ต้องหลบตากลับมา..
“............”
เตียงด้านขวาที่ติดกับหน้าต่างเป็นของเขา มีตู้เสื้อผ้าและโต๊ะทำงานแบ่งไว้ให้พอสำหรับคนสองคน
“เอ่อ...นายชื่ออะไรหรอ?”
ยูชอนถามด้วยเสียงที่ติดๆขัดๆเล็กน้อย ร่างสูงหันมามองหน้าเขาก่อนจะตอบด้วยเสียงเรียบๆว่า
“ชองยุนโฮ”
AN : ขอสารภพผิด หายไปนานมากๆ อยากอัพนะ แต่ถ้าจะอัพต้องมีเวลาจริงๆซึ่งช่วงนี้หาเวลาไม่ค่อยจะมี..แย่ค่ะแย่ จะหมั่นอัพสม่ำเสมอ ... พาร์ทนี้มันเกือบจะเศร้าเนอะ
ป.ล. ยุนโฮออกแล้วนะ

